TULLY ทัลลี่

TULLY

ทัลลี่

เข้าฉาย 24 พฤษภาคม 2561

“เรื่องของแม่ที่คุณไม่เคยรู้”

TULLY ทัลลี่

ประเภท:            Comedy

ความยาว:             94 นาที

ผู้กำกับ:                             เจสัน ไรท์แมน (Young Adult, Juno, Up in the Air)

เขียนบท:               ไดอะโบล โคดี้ (Young Adult, Juno)

อำนวยการสร้าง:                 มาสัน โนวิค (Juno, (500) Days of summer)

นักแสดง:               ชาร์ลิซ เธอรอน (The Fate of the Furious, Atomic Blonde, Mad Max: Fury Road)

แม็คเคนซี่ เดวิส (The Martian, Blade Runner 2049)

รอน เลวิงส์ตัน (The Time’s Traveler’s Wife, The Conjuring)

มาร์ค ดูพลาส (Your Sister’s Sister, The Lazarus Effect)

 

พบกับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของชาร์ลิซ เธอรอน

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ที่หลังจากเอาดีทางสายบู๊ มาแปลงโฉมตนเองกลายเป็นคุณแม่ลูกสาม

ในผลงานล่าสุดของผู้กำกับมากฝีมือ เจสัน ไรท์แมน ผู้กำกับ Juno และ Up in The Air ที่ทำให้ผู้ชมประทับใจมาแล้วทั่วโลก

 

เรื่องย่อ:                            มาร์โล (ชาร์ลิซ เธอรอน) คุณแม่ลูกสามซึ่งลูกคนสุดท้องพึ่งลืมตาดูโลก เธอเหน็ดเหนื่อยจากการทำหน้าที่เป็นแม่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืนที่มาร์โลต้องตื่นขึ้นมาดูแลลูกน้อยทุกครั้งเมื่อลูกน้อยงอแง เคร็ก (มาร์ค ดูพลาส) พี่ชายของเธอจึงว่าจ้างหญิงสาวนามว่า ทัลลี่ (แม็คเคนซี่ เดวิส) ให้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แรกเริ่มมาร์โลลังเล แต่เมื่อทัลลี่ปรากฏตัวและทำหน้าที่พี่เลี้ยงที่ดี ความผูกพันระหว่างมาร์โลและทัลลี่ก็เริ่มก่อตัว และคำว่าแม่ก็เริ่มชัดขึ้น

 

Official Trailer ซับไทย

การสร้างภาพยนตร์ — เมล็ดพันธุ์

“Tully” ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2015 ภายหลังที่ ไดอะโบล โคดี้ ได้ให้กำเนิดลูกคนที่ 3 ของเธอ การเลี้ยงดูลูกอ่อนสองคนได้ทำให้โคดี้เหนื่อยล้าเพียงพออยู่แล้ว เธอไม่มีความมั่นใจว่าเธอจะสามารถรับมือกับการเลี้ยงดูลูกอ่อนคนที่ 3 ของเธอได้โดยไม่ทำให้เธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอดหลับอดนอน เธอได้ตัดสินใจจ้างพี่เลี้ยงเด็กช่วงกลางคืน พี่เลี้ยงเด็กจะมาช่วง 4 ทุ่ม และจะช่วยดูแลลูกของเธอจนถึงช่วงเช้า

บริการพี่เลี้ยงเด็กช่วงกลางคืนเป็นบริการที่มีการเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับหมู่ผู้หญิงในเมืองใหญ่ โคดี้ไม่เคยทราบบริการเช่นนี้มาก่อน จนกระทั่งความสำเร็จของเธอจาก “Juno” ได้นำเธอไปที่เมืองลอสแอนเจลิส “ฉันโตมาจากรัฐอิลินอย ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องพี่เลี้ยงเด็กช่วงกลางคืนเลย มันเป็นไอเดียธุรกิจที่ทั้งแปลกและฉลาด” เธอกล่าว “ฉันไม่ยอมใช้บริการของพวกเขาตอนที่ฉันคลอดลูกคนแรก คนที่สองฉันก็ยังไม่ยอม แต่พอมาถึงคนที่สาม ฉันต้องฝืนใจกลับคำพูดตัวเอง พี่เลี้ยงเหล่านั้นช่วยดูแลลูกของฉัน ทำให้ฉันมีเวลาพักผ่อน เพื่อให้ฉันสามารถดูแลลูกๆ ในตอนเช้า มันเหมือนกับฉันได้เห็นทางสว่าง เพราะถึงแม้คุณจะมีคนที่คอยช่วยเหลือคุณ คุณก็ยังรู้สึกเหนื่อย ฉันรู้สึกประหลาดใจมากที่ฉันตกหลุมรักพี่เลี้ยงเหล่านั้น พวกเธอเป็นเหมือนผู้ช่วยให้รอดของฉันเลยค่ะ”

ประสบการณ์ครั้งนั้นของโคดี้ ทำให้เธอผุดไอเดียเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่เล่าความลำบากของผู้เป็นแม่ในช่วงหลังคลอด และพี่เลี้ยงเด็กในช่วงกลางคืนที่มาช่วยเหลือเธอ เธอต้องการบอกเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิงที่โดนภาระของความเป็นแม่ถาโถมหลังจากที่เธอคลอดลูกคนที่ 3 เกี่ยวกับผู้หญิงที่รักลูกๆ ของเธอ แต่เกรงกลัวที่จะโดนบทบาทของความเป็นแม่กลืนกินและตัดขาดความเป็นตัวของตัวเองไป

ความคิดนี้ตรงกับสิ่งที่เธอตั้งเป้าหมายเอาไว้ในฐานะนักเขียน “เป้าหมายในการทำงานของฉันคือ เขียนบทของผู้หญิงที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” เธออธิบาย “ฉันไม่เคยได้รับชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความเครียดของแม่ที่เกิดช่วงหลังคลอด ฉันรู้สึกว่ามีประสบการณ์หลายอย่างของผู้หญิงที่ไม่เคยได้รับการดัดแปลงมาใช้ในภาพยนตร์”

เธอได้นำไอเดียนี้ไปเสนอให้กับ เจสัน ไรท์แมน และเสนอให้เขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ “เจสันเป็นคนที่เข้าใจสิ่งที่ฉันต้องการสื่อสารทุกครั้ง เขาให้การเคารพในบทที่ฉันเขียน”

ไรท์แมนรู้สึกตื่นเต้นไปกับบทภาพยนตร์ของโคดี้ “ผมชอบที่ ไดอะโบล นำเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้หญิงมาสร้างให้เป็นเรื่องราวที่มีความซับซ้อน” เขากล่าว “ตั้งแต่ก่อนแล้ว ไดอะโบลมีสไตล์การเขียนตัวละครผู้หญิงที่มีความโดดเด่น พวกเธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาด ตลก และเป็นที่รักไคร่ แต่ก็จะมีจุดด้อยอยู่เช่นกัน และผมคิดว่าในจุดนี้เองที่ทำให้คนดูทั้งผู้ชายและผู้หญิงสามารถสื่อถึงตัวละครของเธอได้”

โคดี้ได้นำเสนอชีวิตอันแสนธรรมดาของตัวเอกหญิง มาร์โล ผู้ที่กำลังกังวลกับการมาของลูกคนที่ 3 ของเธอไปพร้อมๆ กับ ดรูว์ สามีของเธอ มาร์โลชินกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกทั้งสองของเธอ ซาราห์ ลูกสาวอายุ 8 ขวบ และ โจนาห์ ลูกชายอายุ 5 ขวบที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่แบบพิเศษ มาร์โลรักลูกๆ ของเธอ แต่เธอไม่ได้วางแผนที่จะมีลูกอีกคนในช่วงอายุ 40 เธอไม่อยากพูดเรื่องนี้ และเธอก็รู้สึกไม่สบายใจแน่นอนที่ เคร็ก พี่ชายผู้ร่ำรวยของเธอมอบพี่เลี้ยงเด็กเป็นของขวัญให้เธอ

“Tully” กล่าวถึงมาร์โลในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ แสดงให้ทุกคนเห็นถึงชีวิตปกติที่กำลังจะเปลี่ยนไป “ฉันชอบที่มาร์โลเป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย” โคดี้กล่าว “เธอเป็นแม่ที่ทำงาน เธอต้องดูแลลูกที่มีปัญหา แต่เธอก็สามารถรับมือกับมันได้ จนกระทั่งเธอตั้งท้องลูกคนที่สาม มันเหมือนเธอโดนสับขาหลอก”

ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก ในบทภาพยนตร์ ฉากเตรียมคลอด ฉากการทำคลอด และฉากหลังการคลอด ฉากเหล่านี้เขียนจากประสบการณ์ส่วนตัวของโคดี้ “การคลอดไม่ได้เป็นเพียงฉากที่ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนโหวกเหวกตามที่คุณมักเห็น ในชีวิตจริงคุณจะอยู่ในโรงพยาบาล คุณจะได้นอนบนเตียงที่มีเครื่องมือส่งเสียงดังปี๊บๆ ตลอด คุณจะมีคนดูแลอยู่ตลอดเวลา และพยาบาลก็จะไม่ปล่อยให้คุณออกจากโรงพยาบาลหากคุณยังฉี่ด้วยตัวเองไม่ได้ พวกเขาทำเช่นนี้เพราะพวกเขาเป็นห่วงสุขภาพของคุณ แต่การที่คุณถูกผู้ใหญ่สั่งให้คุณฉี่นั้นมันก็เป็นเรื่องที่ดูแปลกมาก และฉันก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในหนังมาก่อน”

เธอยังอยากจะสวนกลับภาพลักษณ์ของแม่ ที่ทีวีและภาพยนตร์ชอบสร้างฉากคุณแม่ที่รื่นเริงที่อยู่พร้อมกับครอบครัวสุขสันต์ในห้องของโรงพยาบาล เมื่อเคร็กและภรรยาของเขามาเยี่ยมมาร์โลที่โรงพยาบาล พวกเขารู้ได้ทำทีว่ามาร์โลในเวลานั้นอยากที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า “บางครั้งคุณไม่ต้องการให้ใครสักคนมาเยี่ยมคุณด้วยซ้ำไป” โคดี้กล่าว “ในความเป็นจริง คุณแม่ทุกคนต้องเผชิญกับอารมณ์อันแปรปรวนหลังจากการคลอดลูกค่ะ”

ภาพยนตร์ได้นำประเด็นของการตั้งครรภ์มาเล่นอย่างชาญฉลาดและจริงใจ มาร์โลไม่สามารถเลี่ยงการพูดถึงลูกในท้องของเธอได้ ไม่ว่าจะเป็นญาติ คุณครู หรือแม้แต่คนแปลกหน้าในร้านกาแฟก็ล้วนแต่พูดถึงเรื่องลูกในท้อง เธอจะใช้คำพูดติดตลกอธิบายความรู้สึกของเธอ หรือปกปิดความกังวลของเธอด้วยการบรรยายว่าลูกของเธอคือพรที่เธอได้รับมาจากสวรรค์

เมื่อเธอกลับมาบ้านพร้อมลูกตัวน้อยของเธอ มีอา เธอก็ได้ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการเลี้ยงดูลูกทั้งสาม หลังจากผ่านไป 3 อาทิตย์ มาร์โลต้องอดหลับอดนอนเลี้ยงดูทั้งลูกทั้งสองของเธอและทารกที่พึ่งเกิด มันทำให้เธอสติแตกวีนใส่เจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ด้วยสถานการณ์หลังชมฝา เธอจึงตัดสินใจรับของขวัญที่เคร็กเคยส่งให้เธอ พี่เลี้ยงเด็กช่วงกลางคืน

พี่เลี้ยงเด็กคนนั้นก็คือ ทัลลี่ หญิงสาวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เธอมีความสามารถในการเลี้ยงดูทารกที่เยี่ยมยอด และมีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของพวกเขา ภาพลักษณ์ของทัลลี่ไม่ได้เป็นอย่างที่มาร์โลคิดเอาไว้ เธอดูเด็กกว่ามาร์โล 26 ปีได้ “แรกเริ่ม เธอรู้สึกไม่สบายใจที่ทัลลี่มาอยู่ในบ้าน” โคดี้กล่าว “เธอไม่เข้าใจว่าเธอจะต้องรับมือกับทัลลี่อย่างไร และเธอก็กังวลด้วยความที่ทัลลี่ยังมีอายุน้อยอยู่ ในขณะเดียวกับ ทัลลี่ก็สามารถพูดคุยกับเข้าถึงมาร์โลได้อย่างน่าประหลาด และพวกเขาก็รู้สึกผูกพันกันอย่างรวดเร็ว”

เปรียบเสมือนแมรี่ป๊อปปิ้นส์ในยุคสมัยใหม่ ทัลลี่ได้ให้ความช่วยเหลือมาร์โลมากกว่าการดูแลลูกน้อยของเธอ เมื่อความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นขึ้น ทัลลี่ได้กลายเป็นเพื่อนที่ขาดไม่ได้สำหรับมาร์โล เธอชี้นำมาร์โลให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และมันก็ทำให้มาร์โลรู้สึกว่าเธอได้กลายเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง

โคดี้ส่งบทร่างภาพยนตร์ชิ้นแรกให้กับไรท์แมนในช่วงคืนปีใหม่ของปี 2015 “ผมตกหลุมรักมันทันทีครับ” เขายืนยัน “ในเวลาเพียงไม่ถึงปี เราก็ได้เริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กันเลย”

ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา ไรท์แมนและโคดี้ สามารถประสานการทำงานกันอย่างได้อย่างกลมกลืน “ไดอะโบลและผมได้สร้างภาพยนตร์ร่วมกันทุกๆ รอบ 5 ปี” ไรท์แมนกล่าว “มันน่าสนใจมากเพราะเรามีอายุไล่เลี่ยกัน และเราก็มีนิสัยคล้ายๆ กัน มันเหมือนกับเราเขียนไดอารีลงบนเล่มเดียวกัน ดังนั้นเวลาที่ผมได้บทจากเธอ ผมก็จะรู้ได้ทันทีว่ามันจะไม่ใช่เรื่องราวของเธอ แต่มันจะเป็นเรื่องราวที่สะท้อนความรู้สึกและความคิดของผม ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้ออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ผมอยากจะบอกโคดี้ว่าผมปลื้มในตัวเธอมากครับ”

สำหรับไรท์แมนแล้ว “Tully” คือตัวแทนที่ระบายความคิดและความรู้สึกของเขาที่มีในขณะที่เขามองการเจริญเติบโตของลูก “ไดอะโบลไม่ได้เขียนเพียงบทหนังที่กล่าวถึงความเป็นพ่อเป็นแม่เท่านั้น แต่ยังกล่าวถึงช่วงเวลาที่คุณจะต้องบอกลาช่วงเวลาหนุ่มสาวของคุณด้วย” เขาพูดถึงเรื่องนี้ “สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งในฐานะของคนเป็นพ่อคือ ลูกของคุณจะเป็นเสมือนกระจกที่ทำให้คุณได้เห็นตัวคุณในช่วงที่ยังเป็นเด็กอยู่ ไดอะโบลได้ใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง มาร์โลและทัลลี่ ในการอธิบายประเด็นนี้ ทำให้มาร์โลเข้าใจลูกๆ ของเธอมากขึ้น และทำให้มาร์โลสามารถมองเห็นตัวเองผ่านทางทัลลี่ได้”

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน โคดี้ได้ปรับแต่งบทภาพยนตร์และรับฟังความคิดเห็นของไรท์แมน เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อการสร้างภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเป็นแม่อย่างถ่องแท้ เขาจึงเริ่มทำการหาข้อมูลจากผู้เป็นแม่ “ผมอยากให้ความเคารพกับเหล่าคุณแม่ที่ต้องผ่านค่ำคืนเหล่านั้นอย่างโดดเดี่ยว” เขาอธิบาย “ผมได้ส่งแบบสำรวจให้กับเหล่าคุณแม่เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับคำถามเหล่านั้น และผมก็รู้สึกทึ่งกับคำตอบที่ผมได้รับ ลูกน้อยของพวกเขาไม่ได้กระทบแค่การนอนและสภาพจิตใจของพวกเธอ แต่ยังกระทบถึงลูกคนอื่นของพวกเธอ สามีของพวกเธอ ชีวิตแต่งงานของพวกเธอ และชีวิตเซ็กซ์ของพวกเธอด้วย”

ขณะที่โคดี้กำลังร่างบทภาพยนตร์ เธอได้เสนอไอเดียอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการใส่ความกดดันของความเป็นแม่ร่วมสมัยเข้าไปด้วย โคดี้ได้พูดว่า “ถึงแม้ว่าผู้หญิงเราจะมีงานทำ มีรายได้ มีอิสระในการเลือกทางเดินชีวิต พวกเราก็ไม่เคยที่จะหนีความจริงอย่างหนึ่งไปได้ นั่นคือเราเป็นเสมือนสิ่งที่เชื่อมทุกอย่างในบ้านให้อยู่ร่วมกัน เราเป็นเสมือนคนที่คอยปรับบรรยากาศภายในบ้าน และมันก็ทวีความยากขึ้นหากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานเป็นเสาหลักของบ้านไปด้วย มาร์โลเป็นผู้หญิงที่ทำงานเป็นฝ่ายบุคคล มันไม่ใช่งานในฝันของเธอ แต่มันคือสิ่งที่เธอต้องทำเพราะเธอต้องการรายได้ แต่เธอก็ยังต้องสามารถทำคัพเค้กได้ด้วย เพราะเธอต้องการเป็นแม่ที่ดี”

ชีวิตแบบนั้นไม่ใช่ชีวิตที่มาร์โลคาดหวังเอาไว้ในขณะที่เธอยังมีอายุเทียบเท่ากับทัลลี่ เธอเตือนตัวเองทุกครั้งที่เธอเห็นทัลลี่ก้าวผ่านประตูเข้ามา “ทัลลี่เป็นคนที่มีชีวิตชีวา เธอเป็นคนมีสเน่ห์ เธอมักจะมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้น” โคดี้กล่าว “ทัลลี่จะเข้ามาในบ้านช่วงกลางคืน เธอจะกินทุกอย่างที่อยู่ในตู้เย็น ในขณะที่มาร์โลเป็นห่วงหุ่นของเธอ”

มาร์โลในช่วงอายุ 20 จะไม่มีวันกลับมาได้อีก สิ่งนี้คือสิ่งที่เธอต้องยอมรับมันให้ได้ “นี่เป็นหนังที่เกี่ยวกับวิกฤติวัยกลางอย่างแน่แท้” โคดี้กล่าว “ฉันคิดว่าเราคุ้นเคยดีกับวิกฤติวัยกลางคนของผู้ชาย แต่คุณจะไม่ค่อยเห็นวิธีที่ผู้หญิงรับมือกับวิกฤติวัยกลางคนของพวกเธอ ถ้าให้เปรียบเทียบ มันเหมือนกับค่าเงินของคุณลดลงไปเรื่อยๆ สเน่ห์ของคุณจะค่อยๆ หายไป และผู้หญิงก็อยู่ในโลกที่ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก”

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ “Tully” ถือว่าเป็นตอนจบของหนังไตรภาคที่เริ่มจาก “Juno” และ “Young Adult” ภาพยนตร์เหล่านั้นนำโดยตัวเอกที่เป็นผู้หญิงที่มีอุปนิสัยและมุมมองที่โดดเด่น พวกเธอต่างใช้ชีวิตตามที่เห็นสมควร “ตั้งแต่แรกเริ่ม ไดอะโบลก็มีสไตล์การเขียนตัวละครผู้หญิงที่มีความโดดเด่น” ไรท์แมนกล่าว “จาก ‘Juno’ ไปสู่ ‘Young Adult’ และตอนนี้ก็ ‘Tully’ เธอได้เขียนเรื่องราวของตัวละครที่มาจาก 3 ช่วงอายุ และแต่ละเรื่องก็ล้วนแต่เล่าถึงความยากลำบากในการหาความสุข”

“‘Juno’, ‘Young Adult’ และ ‘Tully’ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง” โคดี้กล่าว “‘Juno’ คือการก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของผู้หญิง หรือ การตั้งครรภ์ ซึ่งมันได้กลายเป็นประสบการณ์ที่บังคับให้เธอเร่งเข้าสู่วัยของการเป็นผู้ใหญ่ ‘Young Adult’ กล่าวถึงการต่อต้าน การปฏิเสธอดีต และไม่ยอมรับการเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนหนึ่ง ส่วน ‘Tully’ คือการพูดถึงความรับผิดชอบที่คุณมีต่อมนุษย์คนอื่น เป็นคนที่รู้จักรับผิดชอบ แม้ว่าลึกๆ แล้วคุณจะรู้สึกแย่แค่ไหนก็ตาม คุณจะต้องนึกให้ออกว่าคุณคือใคร และแก่นแท้ของความรับผิดชอบของคุณคืออะไร”

 

Facebook Comments
Don`t copy text!