AMERICAN ANIMALS รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้

AMERICAN ANIMALS

รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้

กำหนดเข้าฉาย 5 กรกฎาคม 2561

“แผนปล้นที่คาดไม่ได้ และไม่อยากให้คุณเดา”

AMERICAN ANIMALS รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้

 

ประเภท:                Crime, Drama, Thriller

ความยาว:             116 นาที

ผู้กำกับ:                  บาร์ท เลย์ตัน (The Imposter)

เขียนบท:               บาร์ท เลย์ตัน

นักแสดง:               อีแวน ปีเตอร์ส (X-Men: Apocalypse)

แบร์รี่ คีโอแกน (Dunkirk, The Killing of a Sacred Deer)

เบลค เจนเนอร์ (Everybody Wants Some!!, Glee (TV series))

จาเรด อับราฮัมสัน (Hello Destroyer)

 

เรื่องย่อ:            วัยรุ่นทุกคนต่างล้วนมีความฝันเป็นของตัวเอง และอยากโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่การส่งตัวเองไปถึงฝั่งฝันอาจต้องอาศัยทางลัดนิดหน่อย และทางลัดของ วาเรน (อีแวน ปีเตอร์ส) ก็คือการโจรกรรมหนังสือหายากมูลค่า 12 ล้านเหรียญ ที่หลับใหลอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย แต่เขาต้องอาศัยแผนการและฟอร์มทีมโจรกรรมฝีมือฉกาจ เขาจึงศึกษาแผนการโจรกรรมจากหนังดังหลายเรื่อง และรวบรวมทีมยอดฝีมือที่ประกอบไปด้วยศิลปินผู้มีความทะเยอทะยาน สเปนเซอร์ (แบร์รี่ คีโอแกน) นักบัญชีดาวรุ่ง เอริก (จาเรด อับราฮัมสัน) และชายผู้คลั่งไคล้การฟิตกล้าม ชาส (เบลค เจนเนอร์)  เมื่อเหล่าตัวแสบมารวมตัวกัน การโจรกรรมสุดเพี้ยนที่อุกอาจที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์อเมริกาจึงเริ่มขึ้น

Official Trailer [ซับไทย]

 

การสร้างภาพยนตร์

การสร้างภาพยนตร์

“American Animals” คือเรื่องจริงของชายหนุ่ม 4 คน ที่หลงมัวเมาอยู่ในจินตนาการอันแสนหวานของตัวพวกเขาเอง กว่าความจริงอันโหดร้ายจะทำให้พวกเขาตื่นจากความฝัน มันก็สายไปเสียแล้ว พวกเขาได้ล้ำเส้นฝ่าฝืนกฎหมาย การใช้ความรุนแรงและการก่ออาชญากรรมทำให้พวกเขาไม่สามารถหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก นี่คือภาพยนตร์ที่สร้างโดยนักสร้างหนังชาวอังกฤษ บาร์ท เลย์ตัน ผู้สร้างชื่อเสียงจากผลงานเปิดตัวของเขา “The Imposter” ที่สามารถคว้ารางวัล BAFTA ในสาขาภาพยนตร์เปิดตัวยอดเยี่ยม ในปี 2013 มาได้

หลังจากนั้น เลย์ตันได้สร้างภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เกี่ยวกับการโจรกรรมที่มหาวิทยาลัยในรัฐเคนตักกี้ ปี 2004 เพื่อสร้างความสมจริง เขาได้ผสมผสานระหว่าง ฉากการปล้นในช่วงกลางวันแสก ๆ กับ ฉากการให้ปากคำในคุกที่เขาได้ใช้อาชญากรที่ก่อเหตุจริง ๆ มาแสดง

เลย์ตันได้มองเห็นถึงวิธีการโจรกรรมที่มีเอกลักษณ์ของหนังสือหายากที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกที่หลับใหลอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทรานซิลเวเนีย เขามองเห็นความเป็นไปได้ในการนำเรื่องราวนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ “มันดูเหมือนพล็อตหนังสมัยเก่าเลยครับ” เลย์ตันกล่าว “ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้น การโจรกรรมครั้งนั้นได้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยในรัฐเคนตักกี้ และผู้ก่อเหตุครั้งนั้นก็เป็นเพียงแค่เด็กนักเรียนจากโรงเรียนในละแวกนั้นเท่านั้นเอง”

ยิ่งเลย์ตันเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการโจรกรรมครั้งนั้นมากเท่าไร เรื่องราวก็ยิ่งดูพิศดารมากขึ้นเรื่อย ๆ และมันก็ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กหนุ่มเหล่านี้จะกระทำการเหล่านั้นลงไปได้ “ผมอยากจะทราบว่า ทำไมเด็ก ๆ เหล่านั้นที่มีทั้งการศึกษาและฐานะทางบ้านดี ถึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุโจรกรรมเช่นนั้น” เลย์ตันกล่าว “สัญชาติญาณของผมบอกให้ผมติดต่อไปหาเด็กพวกนั้น แม้ว่าพวกเขาจะกำลังใช้โทษอยู่ในเรือนจำก็ตาม”

เลย์ตันเริ่มติดต่อเด็กเหล่านั้นในระหว่างที่พวกเขายังรับโทษอยู่ในข้อหาโจรกรรมวัตถุล้ำค่าที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมจากสถานที่สาธารณะ และขนย้ายออกนอกรัฐ จดหมายที่เขาใช้สื่อสารกับ วาเรน ลิปกา, สเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด, เอริก บอซุก, และ ชาลส์ “ชาส” อัลเลน ได้กลายมาเป็นต้นแบบของบทภาพยนตร์ “American Animals”

“บางคนอาจจะคิดว่าพวกเขาไม่ฉลาดหรือดูไม่มีการศึกษา” เลย์ตันกล่าว “แต่ในความเป็นจริง พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไฝ่รู้และเต็มไปด้วยความคิดที่แปลกใหม่ พวกเขามีความคิดที่อ้างอิงมาจากหลายแหล่ง อย่างเช่น หนังสือ บทกวี หรือแม้แต่ภาพยนตร์”

 

เหล่าสัตว์ป่า

ตามคำขอของเลย์ตัน เด็กหนุ่มเหล่านั้นได้เผยแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรมของพวกเขา แต่ละคนล้วนแต่มีแรงจูงใจแตกต่างกัน บางคนไม่ได้ทำเพื่อเงิน บางคนพูดถึงความคาดหวังของคนในครอบครัวฐานะปานกลางและความกดดันที่ไดได้รับ สเปนเซอร์ได้พูดถึงแรงจูงใจของเขาในฐานะผู้ที่อยากจะเป็นศิลปิน ชีวิตอัน “สมบูรณ์แบบ” ของเขาปราศจากจุดด่างพร้อย ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งนี้จะกระทบต่อผลงานศิลปะของเขา หัวโจกของทีม วาเรน เป็นเพื่อนสนิทของสเปนเซอร์ตั้งแต่ยังเด็ก เขาบอกว่าเขาอยากเป็นคนพิเศษ เป็นคนที่ทั้งโลกต้องจารึกชื่อของเขาเอาไว้ เอริก ผู้เรียนเอกบัญชีต้องการทำงานในเอฟบีไอ เขาบอกว่าเขาอยากจะหลุดออกจากวงจรของการเป็นมนุษย์เงินเดือน และชาส ผู้ทำหน้าที่เป็นคนขับรถหลบหนีในการโจรกรรมครั้งนั้นบอกแต่เพียงว่า เขาต้องการเงิน

ในฐานะอาชญากรมือใหม่ พวกเขาศึกษาแผนโจรกรรมมาจากภาพยนตร์อย่าง “Ocean’s 11” และ “Snatch” และใช้ Google ค้นหาวิธีการโจรกรรมที่ไร้ช่องโหว่ ยิ่งพวกเขาวางแผนกันมากเท่าไร พวกเขาก็รู้สึกสนุกมากขึ้นเท่านั้น มันทำให้พวกเขาลุ่มหลงไปกับจินตนาการอันแสนหวาน ราวกับพวกเขากำลังจะหลุดออกจากชีวิตอันแสนจะธรรมดาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ “พวกเขายึดติดกับจินตนาการเหล่านั้นชนิดไม่ยอมปล่อย” เลย์ตันกล่าว “ไม่มีใครที่จะล้มล้างแผนการครั้งนั้น พวกเขากลัวว่าจะต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง”

เลย์ตันได้เดินทางไปพบกับอดีตผู้ต้องหาเหล่านั้นในรัฐเคนตักกี้เพื่อหาเหตุผลว่า ทำไมเด็กหนุ่มเหล่านั้นถึงก่อคดีอาชญากรรมที่อุกอาจและบ้าบิ่นได้ถึงขั้นนั้น สิ่งที่ทำให้เลย์ตันต้องถึงกับตกตะลึงคือสิ่งที่พวกเขาอธิบายในช่วง 2 ปีแรกที่พวกเขารับใช้โทษในเรือนจำ ซึ่งพวกเขาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นช่วงเวลา 2 ปีที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเขาเลยทีเดียว “คำพูดของเขาทำให้ผมถึงกับตกตะลึง ผมจึงถามพวกเขาว่าทำไมพวกเขาถึงรู้สึกเช่นนั้น” เลย์ตันกล่าว “พวกเขาบอกว่า นั่นเป็นเพราะพวกเขามีอิสระ พวกเขาได้รับการปลดปล่อยจากพันธะที่เกิดจากความคาดหวังของพ่อแม่และครูบาอาจารย์”

 

เอกลักษณ์ของภาพยนตร์

แรกเริ่ม เมื่อเลย์ตันได้ยินเรื่องราวของเด็กหนุ่มเหล่านั้น เขาคิดว่าพวกเขาหลงตัวคิดไปเองว่า ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือนในภาพยนตร์ “พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ที่ได้ดู ประกอบกับจินตนาการอันฟุ้งซ่านที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ผมอยากจะสร้างภาพยนตร์ที่สะท้อนความคิดของพวกเขาเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับความสับสนระหว่างเรื่องแต่งและเรื่องจริง และมันก็ยังสร้างจากเรื่องจริงด้วย ผมค้นพบว่าผมสามารถทดลองวิธีการเล่าเรื่องที่ทั้งตัวละครในหนังและผู้ชมสามารถดำดิ่งลงไปในจินตนาการนี้ไปได้พร้อมๆ กัน สิ่งสำคัญคือเราต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่ได้ปลอดภัยเหมือนกับโลกในภาพยนตร์” เลย์ตันกล่าว

บทสัมภาษณ์ระหว่าง เลย์ตัน และ เด็กหนุ่มเหล่านี้ ได้กลายเป็นฐานให้กับบทภาพยนตร์ คำพูดหลายคำของพวกเขาในบทสัมภาษณ์นั้นได้กลายเป็นคำพูดที่ปรากฎขึ้นในหนังจริง ๆ ในหลายต่อหลายครั้ง คำให้การของพวกเขาที่มีต่อการโจรกรรมครั้งนี้ไม่ตรงกัน สมาชิกแต่ละคนมีมุมมองของเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมีความเห็นอย่างหนึ่ง แต่คนที่เหลือกลับมีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง “ผมพยายายามหาข้อดีจากจุดนี้ พวกเราทุกคนล้วนแต่มีความเชื่อส่วนตัว เราจะจำในสิ่งที่เราคิดว่าเราถูก” เลย์ตันกล่าว

เขาได้เขียนบทที่เป็นฉากคำให้การของเด็กหนุ่มเหล่านี้ และมาตัดสินใจในภายหลังว่าจะใช้เด็กหนุ่มที่ก่อเหตุเหล่านั้นตัวจริงมาแสดง เขาสร้างบทจากคำให้การของพวกเขา การสร้างภาพยนตร์แบบนี้ทำให้เขาทราบว่าเขาจะเรียบเรียงเนื้อเรื่องอย่างไร เสนอมุมมองที่ผสมผสานระหว่างจินตนาการและความจริง “การให้พวกเขามีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้แทนที่จะเป็นแค่ผู้ให้ความร่วมมือ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยังสนุกกับการแต่งเติมสีสันให้กับเรื่องราวของพวกเขาด้วย เพราะพวกเขาจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ไม่เหมือนกัน ซึ่งบางครั้งคนหนึ่งก็บอกว่าเป็นเขาเองที่ทำเรื่องนั้น ๆ และมันก็สร้างประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ที่แปลกใหม่ให้กับหนังเรื่องนี้”

การเลือกระหว่าง อยู่ในโลกแห่งจินตนาการดั่งภาพยนตร์ และ ความจริงในปัจจุบันอันน่าเบื่อ ได้กลายเป็นกลไกที่เลย์ตันใช้บอกเล่าเรื่องราวภาพยนตร์ของเขา บอกเล่าเรื่องจริงที่มีองค์ประกอบของชีวประวัติ ร่วมกับจินตนาการที่เหล่าชายหนุ่มเหล่านั้นสร้างขึ้นมา “ผมอยากจะถ่ายหนังที่สะท้อนถึงความรู้สึกของผู้คนที่อยากจะละทิ้งความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า สร้างมันขึ้นมาให้อยู่ในรูปแบบของหนังโจรกรรมที่บอกเล่าถึงจุดจบหากคุณล้ำเส้นมากเกินไป” เลย์ตันกล่าว

 

พบกับผู้อำนวยการสร้าง

ผู้อำนวยการสร้างคนแรกที่เข้าร่วมทีมสร้าง “American Animals” คือ ดิมิทรี โดกานิส ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตรายการทีวีในประเทศอังกฤษ Raw และเป็นผู้อำนวยการสร้าง “The Imposter” ภาพยนตร์ของเลย์ตันด้วย โดกานิสเข้าร่วมทีมในช่วงที่เลย์ตันกำลังติดต่อกับชายหนุ่มเหล่านั้นที่ยังอยู่ในเรือนจำกลาง “นั่นเป็นครั้งแรกของผมที่ได้เจอหน้าพวกเขา บาร์ทเล็งเห็นอยู่เสมอว่า เรื่องนี้สามารถเป็นเรื่องที่สืบทอดอุดมการณ์ของเขาใน ‘The Imposter’ ซึ่งเป็นภาพยนตร์สไตล์สารคดีที่มีองค์ประกอบของความเป็นภาพยนตร์ดราม่าร่วมสมัย” โดดานิสกล่าว

หลังจากนั้นได้มีผู้อำนวยการสร้างอีกหลายคนได้เข้าร่วมทีม เช่น เคเธอรีน บัตเลอร์ หัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์และละครทีวีของช่อง Raw ผู้มีผลงานอำนวยการสร้างจาก “The Deep Blue Sea” และ “The Imposter” เดริน เชลซิงเกอร์ ผู้อำนวยการสร้างชาวอังกฤษ เจ้าของผลงานภาพยนตร์อินดี้ที่คว้ารางวัล BAFTA “Four Lions” และ แมรี่ เจน สกัลสกี้ ผู้อำนวยการสร้างคนเดียวในทีมที่ถือสัญชาติอเมริกัน เจ้าของผลงาน “The Station Agent” ที่ได้รับรางวัล Independent Spirit Award

 

การคัดเลือกตัวนักแสดง

เมื่อทีมสร้างของเขาพร้อมแล้ว อุปสรรค์ต่อไปของเขาใน “American Animals” ก็คือนักแสดงที่จะทำให้บทของเลย์ตันมีชีวิตขึ้นมา “เป็นเพราะว่าผมไม่เคยเขียนหรือกำกับบทหนังแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมา ผมรู้สึกกลัวจนกระทั่งเหล่านักแสดงได้มาพูดบทที่ผมเขียน ผมจึงค่อยรู้สึกว่าทุกอย่างโอเคแล้ว”

เลย์ตันไม่มีความกังวลเกี่ยวกับนักแสดงที่จะมารับบทเป็น วาเรน ลิปกา, สเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด, เอริก บอซุก, และ ชาส อัลเลน “ผมแค่ต้องการคนที่มีสิ่งสำคัญที่นักแสดงนำควรจะมี ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม การถ่ายทอดความหมายเป็นเรื่องที่ผมให้ความสนใจมากกว่า ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นความอยากดัง ความเปิดเผย ความฉลาดหลักแหลม หรือแม้กระทั่งความโง่เขลาเบาปัญญา” เลย์ตันกล่าว

เลย์ตันต้องการสร้างทีมปล้น เหมือนดั่งในภาพยนตร์โจรกรรมที่เหล่าตัวแสบในเรื่องได้ดูช่วงก่อนการปล้น ระหว่างการปล้น และหลังการปล้น อย่างเช่น “Ocean’s 11” ที่ แดนนี่ โอเชียน รับบทโดย จอร์จ คลูนีย์ ออกไปรวบรวมทีมปล้นของเขา เลย์ตันและผู้อำนวยการสร้างได้ร่วมมือกับผู้คัดเลือกนักแสดง อาวี คอฟแมน (“Monsters and Men”, “It Comes At Night”) พวกเขาค่อยๆ รวบรวมทีมนักแสดงจนครบ “พวกเขาต้องเล่นเขาขากันได้ ดังนั้นเราจึงเสียเวลาไปกับขั้นตอนนี้ค่อนข้างนาน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การนำนักแสดงชื่อดัง 4 คนมาเล่นหนังด้วยกัน แต่เป็นการค้นหานักแสดง 4 คนที่สามารถเล่นได้เข้าขากันค่ะ” เคเธอรีน บัตเลอร์ กล่าว

เลย์ตันได้ทำการคัดตัวนักแสดงหลายคน แต่มีเพียง อีแวน ปีเตอร์ส เท่านั้นที่ดูเหมาะสมกับบทของ วาเรน ลิปกา มากที่สุด “เขาไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น เขายังมีความบ้าบิ่นอยู่ในตัวด้วย อีแวนเป็นคนจริงจังและมีความเป็นมืออาชีพ เขาไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรเรื่อยเปื่อยเหมือนอย่างที่วาเรนตัวจริงทำ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาดูแปลก นั่นก็คือนิสัยบ้า ๆ บวม ๆ ของเขา” เลย์ตันกล่าว

ปีเตอร์สเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาจากซีรีย์ American Horror History ที่เขาได้แสดงเป็นผลงานเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2011 นอกจากนี้เขายังได้รับบทเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ Quicksliver ใน “X-Men: Days of Future Past” และ “X-Men: Apocalypse” นอกจากนี้เขายังแสดงในบทสมทบของ “Kick-Ass” ด้วย

หลังจากที่ปีเตอร์สได้อ่านบท พบกับเลย์ตัน พูดคุยกับวาร์เลนตัวจริง เขาก็เข้าใจในความรู้สึกของวาเรนมากขึ้น “ในช่วงเวลาที่เขาก่อเหตุ อายุของวาเรนอยู่ในช่วงของวัยรุ่นที่ชอบต่อต้าน มันเป็นวัยที่อารมณ์ฉุนเฉียวและความไม่พอใจปะทุขึ้นได้ง่าย บางครั้งวัยรุ่นเหล่านั้นจะรู้สึกเหมือนกับพวกเขาเป็นตัวเอกของภาพยนตร์ แล้วพวกเขาก็จะมาสำนึกผิดทีหลังเมื่อพวกเขาได้แหกกฎไปแล้ว กฎเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาเพราะมันมีเหตุผล และกฎก็อยู่มาเป็นร้อยปีพันปีแล้ว” ปีเตอร์สกล่าว

เพื่อเป็นการศึกษาบทบาทของเขา ปีเตอร์สได้ดูหนังโจรกรรม ศึกษารายงานของตำรวจจากคดีที่เกิดขึ้นจริง และพบกับ วาร์เลน ลิปกา ตัวจริงก่อนที่จะเริ่มการถ่ายทำ เป็นเพราะการถ่ายทำของเลย์ตันเป็นการถ่ายภาพยนตร์เชิงสัมภาษณ์ ปีเตอร์สและนักแสดงคนอื่น ๆ จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับคนเหล่านั้น

เมื่อปีเตอร์สได้เข้าร่วมทีมนักแสดง ปัญหาต่อไปก็คือการหานักแสดงที่จะมาเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขา และพวกเขาจะต้องไม่เด่นเกินหน้าเกินตาเขา หรือคล้ายคลึงกับเขามากเกินไปด้วย “ผมไม่ต้องการได้นักแสดงที่เหมือนหลุดออกมาจากรายการโทรทัศน์” เลย์ตันกล่าว “ผมอยากให้พวกเขาดูสมจริง เวลาที่พวกเขายืนข้าง ๆ กัน มันจะต้องไม่ดูเหมือนพวกเขาเป็นกลุ่มนักแสดง เราต้องการหาคนที่ดูเหมือนผู้ที่ก่อเหตุเหล่านั้นจริง ๆ มากกว่าที่จะคัดเลือกพวกเขาด้วยหน้าตา”

แบร์รี่ คีโอแกน คือคนต่อมาที่ได้รับการคัดตัว เขาได้รับบทเป็น สเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด ศิลปินมือใหม่ที่มีนิสัยอยู่คนละขั้วกับวาร์เลน คีโอแกนยังถือว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่ในวงการ เขาได้รับบทเล็ก ๆ ใน “Dunkirk” และได้วาดลวดลายการแสดงอันโดดเด่นในบทบาทของวัยรุ่นตัวร้ายในภาพยนตร์จิตวิทยาระทึกขวัญของ ยอร์กอส ลานธิมอส “The Killing of a Sacred Deer” หลังจากที่เขาได้เล่นหนังเพียงไม่กี่เรื่อง เขาก็ได้กลายเป็น 1 ในนักแสดงวัยรุ่นที่โดดเด่นมากที่สุด

เลย์ตันได้พูดเสริมว่า “สเปนเซอร์คือคนที่มีปัญหา ปัญหาของเขาคือเขาเป็นคนที่ไม่มีปัญหาเขามีชีวิตเหมือนคนปกติ มีครอบครัวอันเป็นที่รัก ส่วนสถานการณ์ในชีวิตของแบร์รี่นั้นไม่ได้เป็นแบบสเปนเซอร์ เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากต่าง ๆ นา ๆ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังสู้ต่อไปจนสามารถมาถึงจุดนี้ได้ เขาเป็นคนที่น่าเหลือเชื่อมาก”

จาเรด อับราฮัมสัน อดีตคนงานเหมือง และนักสู้ MMA จากแคนาดาเหนือ เป็นที่รู้จักในบทของ เทรโว โฮลเดน จากซีรีย์ Netflix เรื่อง Travelers เดิมทีเขามาคัดตัวในบทของ ชาส อัลเลน แต่เขากลับไดได้รับเลือกในบทของ เอริก บอซุก แทน “เราพยายามจินตนาการเขาในบทของชาสดูแล้ว แต่เขาดูไม่เข้ากับบทนั้น” เลย์ตันกล่าว “เขาดูเหมาะที่จะเป็นเอริกมากกว่า เขาเป็นคนพูดเสียงเบา ฉลาด และช่างสังเกตุ ตอนที่เขาได้อ่านบท เราเห็นว่าเขามีความคล้ายคลึงกับเอริกตัวจริงเป็นอย่างมาก เราใช้เวลาในการค้นหานักแสดงที่จะมารับบทเป็นเอริกมากกว่าตัวละครอื่นๆ ทันทีที่จาเรดเดินเข้ามาคุยกับพวกเราด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เราก็รู้ได้ทันทีว่า เราได้ตัวเขาแล้ว”

สำหรับบทของ ชาส สมาชิกคนที่ 4 ที่ชื่นชอบการฟิตกล้าม เบลค เจนเนอร์ (“Everybody Wants Some!!”, “The Edge of Seventeen”) ได้ส่งเทปสำหรับการคัดเลือกนักแสดงให้กับเลย์ตัน และมันก็ทำให้เขาอยากที่จะพบกับอดีตนักแสดงของซีรีย์ Glee เพื่อพูดคุยเรื่องบทที่เขาจะได้รับ “เบลคเป็นชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายคิวบา แต่คุณจะไม่รู้เลยถ้าคุณมองเขาแค่จากภายนอก” เลย์ตันกล่าว “เขาเป็นนักแสดงฝีมือเยี่ยมที่มีความสามารถในการบทของตัวละครที่มีนิสัยร่าเริง และเขายังสามารถเปลี่ยนไปเล่นในบทที่ต้องใช้อารมณ์ได้อย่างง่ายดาย”

 

การออกแบบงานสร้าง

“American Animals” ในเวลาในการถ่ายทำ 7 สัปดาห์ครึ่ง พวกเขาต้องย้ายสถานที่ถ่ายทำ 2 ถึง 3 ครั้งต่อวันเพื่อรีบถ่ายทำฉากจำนวนมากของหนังเรื่องนี้ พวกเขาไม่เคยกลับไปถ่ายสถานที่เดิมซ้ำครั้งที่สอง ดังนั้นการวางแผนการถ่ายทำจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง ผู้วางแผนจะต้องมองภาพไปให้ไกลกว่าความเร็วในการทำงานของทีมถ่ายทำเพื่อวางแผนล่วงหน้าให้กับพวกเขา

“ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเาไม่เคยอ่านบทไหนที่มีจำนวนของฉากและสถานที่ถ่ายทำเยอะเท่านี้มาก่อน” เลย์ตันกล่าว “นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ แต่สำหรับนักออกแบบงานสร้างอย่าง สก๊อต โดวแกน แล้ว ไม่มีอะไรที่ยากหรือซับซ้อนเกินความสามารถของเขา”

โดวแกน (“Monsters and Men”) คือนักออกแบบงานสร้างที่มีประสบการณ์ในบทบาทของผู้กำกับศิลป์และผู้ออกแบบฉากภาพยนตร์ ภายหลังจากที่เขาเสร็จหน้าที่ออกแบบศิลป์ให้กับภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก “Bridge of Spies” เขาได้เข้าร่วมทีมสร้างของเลย์ตันหลังจากที่พวกเขาทั้งสองได้พบและพูดคุยกันเกี่ยวกับการออกแบบต่างๆ ที่จำเป็นต้องทำใน “American Animals” โดวแกนได้ออกแบบห้องสมุดของเมืองเล็กซิงตัน รัฐเคนตักกี้ ทีซึ่งเป็นสถานที่ก่อเหตุโจรกรรมในช่วงรอยต่อของศตวรรษ เขาให้ความสำคัญกับการออกแบบทั้งภายในและภายนอกของห้องสมุดแห่งนี้เป็นอย่างมาก

หลังจากที่ทีมงานได้ทำการค้นหาห้องสมุดของมหาวิทยาลัยกว่าร้อยแห่งในสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้เป็นฉากของห้องสมุดมหาวิทยาลัยทรานซิลเวเนียซึ่งเป็นสถานที่ก่อเหตุ โดวแกนและทีมงานของเขาได้ค้นพบห้องสมุดที่เหมาะสมกับการถ่ายทำ ณ มหาวิทยาลัยเดวิดสัน ที่ตั้งอยู่นอกเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา นอกจากนั้น สถานที่รอบ ๆ ตัวเมืองชาร์ลอตต์ยังมีความคล้ายคลึงกับรัฐเคนตักกี้ จึงเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งสำหรับการเลือกใช้สถานที่นั้น

ก่อนเริ่มการถ่ายทำ โดวแกนได้เดินทางไปยังมหาวัทยาลัยเยลเพื่อศึกษาวิธีการจัดแสดงหนังสือ เขาได้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการจำลองหนังสือ Birds of America ที่เป็นศูนย์กลางของภาพยนตร์เรื่องนี้ “เราได้รวบรวมภาพกว่าหนึ่งพันรูปเพื่อใช้เป็นสิ่งอ้างอิงสำหรับหนังสือของอูดูบองและหนังสืออื่น ๆ ที่ถูกโจรกรรมในครั้งนั้น” โดวแกนกล่าว “หนังสือของอูดูบองมีขนาด กว้าง 30 นิ้ว ยาว 40 นิ้ว ต่อหนึ่งแผ่น มันจะมีขนาดพอ ๆ กับตัวคนหากคุณกางมันออกมา นอกจากนี้พวกเขายังขโมยหนังสือ ‘ฮอทัส ซานิทาทิส’ ที่เขียนโดยพระรูปหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 15 หนังสือเหล่านี้ล้วนแต่มีมูลค่าอันมหาศาล เนื่องจากเป็นหนังสือที่คัดลอกด้วยมือทั้งนั้น”

         

ทีมสร้างและนักแสดง

 

อีแวน ปีเตอร์ส (วาเรน ลิปกา)

เขาคือหนึ่งในนักแสดงฮอลลีวูดคนหนึ่งที่สามารถแสดงได้หลายบทบาท มีชื่อเสียงทั้งในวงการแสดงบนจอภาพยนตร์และจอโทรทัศน์ เขาได้ไปแสดงในซีซันที่ 7 ของซีรีย์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอมมี่ American Horror Story ต่อมาเขาได้ไปปรากฎตัวในภาพยนตร์ของ ไบรอัน บั๊กลีย์ “The Pirates of Somalia” ร่วมกับ อัล ปาชิโน่ และช่วงท้ายของปีนี้ เขาจะปรากฎตัวอีกครั้งในบทของ Quicksilver ในภาพยนตร์ของ 20th Century Fox “X-Men: Dark Phoenix” ร่วมแสดงโดย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, โซฟี เทอร์เนอร์, เจมส์ แม็คอะวอย และ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ มีกำหนดฉายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019

นอกจากนี้เขายังปรากฎในผลงานอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น “Elvis and Nixon” ที่นำแสดงโดย เควิน สเปซีย์ และ ไมเคิล แชนนอน “The Lazarus Effect” ที่นำแสดงโดย โอลิเวีย ไวลด์ และผลงานที่ได้รับคำชมอย่างกว้างขวางของ แมทธิว วอห์น “Kick-Ass” ที่ร่วมแสดงโดย นิโคลัส เคจ และ โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์

 

แบร์รี่ คีโอแกน (สเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด)

เขาปรากฎตัวในภาพยนตร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน “Dunkirk” ร่วมกับ ทอม ฮาร์ดี้ และร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ยอร์กอส ลานธิมอส “The Killing of a Sacred Deer” ร่วมกับ โคลิน ฟาร์เรล และ นิโคล คิดแมน คีโอแกนเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์ในปี 2016 จากผลงานของเขาในเทศกาล Sundance Film Festival เรื่อง “Mammal” ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ ราเชล กริฟฟิธ

 

จาเรด อับราฮัมสัน (เอริก บอซุก)

เขาเป็นอดีตคนงานเหมืองและนักสู้ MMA มืออาชีพ ต่อมาเขาตัดสินใจเข้าวงการแสดง เขาได้ย้ายไปที่แวนคูเวอร์เพื่อศึกษาด้านการแสดงต่อใน Vancouver Film School ในปี 2016 เขาได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งในเทศกาลหนัง Toronto International Film Festival ด้วยการแสดงอันโดดเด่นในฐานะนักแสดงนำในภาพยนตร์ “Hello Destroyer” และนอกจากนั้นเขายังแสดงในซีรีย์ของ Netflix เรื่อง Travelers ด้วย

 

เบลค เจนเนอร์ (ชาส อัลเลน)

เขาคือหนึ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ที่สามารถแสดงได้หลายบทบาท มีผลงานในซีรีย์ชื่อดังอย่าง Glee และ American Horror Story เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับกระแสคำชมอย่างล้นหลาม “The Edge of Seventeen” แสดงร่วมกับ เฮลีย์ สไตน์เฟลด์ และ วูดดี้ ฮาร์เรลสัน และแสดงในบทของนักแสดงนำในภาพยนตร์คอเมดี้ของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ “Everybody Wants Some!!”

 

บาร์ท เลย์ตัน (ผู้กำกับ/เขียนบท)

เขาคือผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ในปี 2011 บาร์ทได้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกของเขา “The Imposter” ซึ่งทำให้เขาได้รับกระแสคำชมอย่างกว้างขวางในด้านของการเล่าเรื่องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภาพยนตร์ได้เปิดตัวฉายในงาน Sundance ปี 2012 และได้กวาดรางวัลมาจากหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็น BIFA หรือ BAFTA “The Imposter” ได้กลายเป็นภาพยนตร์สารคดีของอังกฤษที่ทำเงินสูงที่สุดใน ณ ขณะนั้น

Transy book heist คดีโจรกรรมเหนือเมฆที่เอฟบีไอตะลึงจนถูกหยิบขึ้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Transy book heist คดีโจรกรรมเหนือเมฆที่เอฟบีไอตะลึงจนถูกหยิบขึ้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์

ชีวิตจริงไม่ได้เหมือนในภาพยนตร์ แต่เหล่าโจรตัวแสบที่เป็นศูนย์กลางของภาพยนร์เรื่องล่าสุดของ บาร์ท เลย์ตัน “American Animals” ไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย เรื่องที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์นี้เป็นเรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัย 4 คนจากรัฐเคนตักกี้ร่วมมือกระทำการโจรกรรมหนังสือตีพิมพ์ฉบับแรกของ ชาร์ล ดาร์วิน “On the Origin of Species” และผลงานชิ้นเอกของนักธรรมชาติวิทยาแห่งศตวรรษที่ 19 จอห์น เจมส์ อูดูบอง “The Birds of America” ซึ่งเป็นหนังสือหายากที่หลับไหลอยู่ภายในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทรานซิลเวเนีย ขั้นตอนในแผนการของพวกเขารวมถึงการเดินทางไปต่างประเทศ การพบปะกับพ่อค้าศิลปะที่นิวยอร์ก และการปลอมตัวเป็นผู้สูงวัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับการจารึกในหน้าของประวิติศาสตร์ว่า “Transy book heist (การโจรกรรมหนังสือแห่งทรานซี่)” ส่วนเหตุผลที่ทำไมผู้คนถึงเรียกการโจรกรรมด้วยชื่อที่ดูออกจะน่ารักนี้ นั่นเป็นเพราะพวกเขาแทบไม่ได้ทำร้ายใครเลย เว้นแต่บรรณารักษ์หญิงที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเลย์ตันจะทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องขำขัน แต่ในความเป็นจริงคดีนี้ไม่ใช่คดีเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย หนังสือเหล่านั้นมีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านเหรียญ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีของการโจรกรรมวัตถุมีค่าทางศิลปะที่ทางเอฟบีไอต้องให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด ภาพยนตร์ได้เพ่งเล็งไปที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคดีนี้  โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ก่อเหตุทั้ง 4 คน

สี่หนุ่มสุดแสบผู้ก่อเหตุ วาเรน ลิปกา (อีแวน ปีเตอร์ส), สเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด (แบร์รี่ คีโอแกน), เอริก บอซุก (จาเรด อับราฮัมสัน), และ ชาส อัลเลน (เบลค เจนเนอร์) เป็นกลุ่มคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการปรับตัว และดูไม่เหมือนคนที่จะก่อเหตุเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่สังคมรังเกียจ พวกเขาเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ มีครอบครัวที่ดี แต่นอกเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขารู้สึกเบื่อกับชีวิตอันเรียบง่ายเหล่านั้น

วาเรน ลิปกา คือผู้นำของเหล่าตัวแสบเหล่านี้ เขาเป็นผู้วางแผนการโจรกรรม ส่วนสมาชิกคนอื่น สเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด คือศิลปินที่มีอารมณ์อ่อนไหว เอริก บอซุก คือมันสมองของทีม และ ชาส อัลเลน คือพละกำลัง (และกระเป๋าเงิน) ของทีม

เลย์ตันได้สร้างภาพยนตร์ด้วยการผสมผสานระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่ง ดั่งที่เขาเคยทำในผลงานภาพยนตร์สารคดีที่เขาสร้างไว้ในปี 2012 “The Imposter” ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงความรู้สึกจริงๆ ของเหล่าหัวขโมยสุดแสบที่ต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ พวกเขาจะส่งต่อความรู้สึกและประสบการณ์ของพวกเขาให้กับคุณ แม้ว่าเรื่องที่เผยอาจจะมีส่วนที่พวกเขาเล่าไม่ตรงกันบ้างก็ตามที

 

ที่มา: https://www.vanityfair.com/hollywood/2018/05/american-animals-review

 

 

Facebook Comments
Don`t copy text!