Mirai / มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย

Mirai / มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย

Mirai / มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย

ประเภท: Drama, Fantasy

ความยาว: 100 นาที

วันฉาย: (ไทย) 2/8/18 (ญี่ปุ่น) 20/7/18

 

ผู้กำกับ: มาโมรุ โฮโซดะ (Wolf Children, The Boy and the Beast)

เขียนบท: มาโมรุ โฮโซดะ

นักพากย์: ฮารุ คุโรกิ (Wolf Children), โมกะ คามิชิราอิชิ (The Forest of Wool and Steel), โคจิ ยาคุโช (13 Assassins)

Mirai / มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย

 

Synopsis

 เปิดประสบการณ์ของการผจญภัยครั้งใหม่สู่ดินแดนเหนือจินตนาการ ด้วยผลงานของ มาโมรุ โฮโซดะ ผู้กำกับที่เคยสร้างผลงานคุณภาพอย่าง The Girl Who Leapt Through Time (2006), Summer Wars (2009), Wolf Children (2012) และ The Boy and the Beast (2015)

คุน เด็กชายอายุ 4 ขวบ ผู้เอาแต่ใจ ในขณะนี้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากครอบครัวของเขากำลังมีสมาชิกใหม่ และเขากลัวว่าพ่อแม่ของเขาจะไม่รักเขาแล้ว ในระหว่างที่เขากำลังเผชิญกับความกดดันครั้งแรกในชีวิต เขาได้บังเอิญไปพบสวนแห่งเวทมนตร์ ณ สวนแห่งนี้ทำให้เขาได้พบกับ มิไร น้องสาวของเขาที่เดินทางข้ามเวลามาจากอนาคตเพื่อมาช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างคุนกับมิไรในอดีตให้เข้าใจกันมากขึ้น ก่อนที่การผจญภัยของทั้งสองจะช่วยทำให้เขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้องสาวได้อย่างมีความสุข

 Mirai / มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย

เกร็ดน่ารู้

 หนังเป็นผลงานเรื่องที่ 7 ของผู้กำกับมาโมรุ โฮโซดะ

ผลงานการกำกับของเขาที่ผ่านมา

           Digimon: The Movie (2000)
One Piece: Baron Omatsuri and the Secret Island (2005)
The Girl Who Leapt Through Time (2006)
Summer Wars (2009)
Wolf Children (2012)
The Boy and the Beast (2015)

  • หนังเป็นผลงานเรื่องที่ 3 ที่สร้างโดยสตูดิโอจิสุ ต่อจาก Wolf Children (2012) และ
    The Boy and the Beast (2015)
  • ชือตัวละคร มิไร น้องสาวของคุน มาจากชื่อลูกสาวของโฮโซดะเอง
  • หนังอิงจากความทรงจำในวัยเด็กของโฮโซดะ ที่เขาอิจฉาน้องสาวของเขา
  • ยามาชิตะ ทัตสึโระ คือคนที่แต่ง/ร้องเพลง OST ให้กับเรื่องนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่เขาร่วมมือกับโฮโซดะ หลังจากแต่งเพลง “Bokura no Natsu no Yume” ให้กับ Summer Wars (Ref)
    • ภรรยาของยามาชิตะ คือ มาริยะ ทาเคอุจิ ผู้โด่งดังจากเพลง “Plastic Love” (1984) ที่กลายเป็นกระแสอีกครั้งในเดือน ก.ค. 2017 บน YouTube โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 13 ล้านวิว
  • ในเทศกาล Cannes International Film Festival มิไรได้เลือกให้เป็น Official selection for Directors’ Fortnight และเปิดรอบ Premiere ในงานนั้น
  • ในเทศกาล Annecy International Animated Film Festival มิไรได้เข้ารอบ Official Selection (แต่ไม่ชนะ)
  • หนังของโฮโซดะ จะมีแนวคิดหลักที่หนังต้องการนำเสนอดังต่อไปนี้

The Girl Who Leapt Through Time (2006) – ความเป็นวัยรุ่น
Summer Wars (2009) – ครอบครัว

Wolf Children (2012) – ความเป็นแม่
The Boy and the Beast (2015) – ความเป็นพ่อ

มาโมรุ โฮโซดะ

 

ผู้กำกับ: มาโมรุ โฮโซดะ

เขียนบท: มาโมรุ โฮโซดะ

นักพากย์: โมกะ คามิชิราอิชิ, ฮารุ คุโรคิ, เกน โฮชิโนะ, คุมิโกะ อาโซ

มิซึโอะ โยชิฮาระ, โยชิโอะ มิยาซากิ, โคจิ ยาคุโช, มาซาฮารุ ฟุคุยามะ

ความยาว: 100 นาที

 

คำกล่าวจากผู้กำกับ

ผู้ใหญ่และเด็กเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดที่ต่างห่าง บางครั้งก็ดูเหมือนว่ามันมีระยะห่างที่ประมาณไม่ได้กั้นขวางพวกเขาอยู่ และพี่น้องก็ดูเหมือนจะถูกกำหนดให้อิจฉากันตลอดเวลา ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องหรือเปล่า

นี่คือเรื่องราวของพี่ชายและน้องสาว พี่ชายตัวเล็กคนนี้พึ่งได้น้องสาวคนใหม่มา ความสุขของเขาได้หมดลงอย่างรวดเร็วเมื่อพ่อและแม่ของเขาได้ทุ่มเทความรักให้กับเธอแทน เขาจึงไม่ชอบน้องสาวของเขา แต่แล้ว เขาก็ได้พบน้องสาวของเขาที่มาจากอนาคต และการผจญภัยเหนือจินตนาการของเขาและน้องสาวก็เริ่มขึ้นที่สวนหลังบ้านของเขา เขาได้พบกับแม่ของเขาในช่วงวัยเด็ก และปู่ทวดของเขาในช่วงวัยหนุ่ม การเดินทางครั้งนี้ทำให้เด็กชายได้เติบโตขึ้นทั้งด้านความคิดและความรู้สึก และสุดท้าย เขาก็ได้เริ่มต้นก้าวไปสู่เส้นทางของการเป็นพี่ชายที่ดี

ผมสังเกตได้ว่า เด็กมักจะมีความคล้ายคลึงกับผู้ปกครองของพวกเขาในช่วงวัยเด็กราวกับลอกแบบกันมาแม้ว่าพวกเขาจะเกิดกันคนละยุคก็ตาม ผมจำได้ว่าผมมักจะทะเลาะกับพ่อแม่ตอนที่ผมยังเด็ก และเมื่อผมได้เป็นพ่อคน ผมก็ค้นพบว่าผมได้ใช้คำพูดเดียวกันกับพ่อแม่ของผมเพื่อสั่งสอนลูกของผม บางทีในอีกมุมมองหนึ่ง ความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตรก็คือประสบการณ์ในวัยเด็กของผมในอีกรูปแบบ จากพ่อแม่ มาที่ตัวเรา และไปสู่ลูกๆ ของเรา อะไรกันแน่ที่สืบทอดผ่านรุ่นและกาลเวลา ชีวิตของมนุษย์เรามีความเกี่ยวพันกันเป็นวัฏจักร หรือว่าสิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนของวัฏจักรแห่งชีวิตกันแน่

ผมอยากจะถ่ายทอดมุมมองของวัฏจักรแห่งชีวิตผ่านชีวิตของครอบครัวธรรมดา ใช้สิ่งเล็กๆ บรรยายภาพใหญ่ ทำให้ทุกคนรับรู้ถึงความรู้สึกใหม่ของการต้อนรับสมาชิกคนใหม่ในครอบครัวผ่านสื่อบันเทิง ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจดูเล็กน่ารัก แต่จริงๆ แล้วมันแฝงเอาไว้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ครับ

 

มาโมรุ โฮโซดะ

Mirai / มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย

 

กล่าวคำแนะนำ

 

ผลงานชิ้นใหม่ที่ทุกคนรอคอยของผู้กำกับ มาโมรุ โฮโซดะ!

การผจญภัยผ่านการเวลาที่เริ่มขึ้นจากสวนหลังบ้านเล็กๆ เรื่องราวของครอบครัวและชีวิตที่เชื่อมโยงกันผ่านอดีตและอนาคต

“The Girl Who Leapt Through Time”, “Summer Wars”, “Wolf Children” และ “The Boy and the Beast”          ผลงานเหล่านี้ส่งให้ชื่อของผู้กำกับ มาโมรุ โฮโซดะ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา “MIRAI” คือเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของ คุน พี่ชายตัวเล็กผู้เอาแต่ใจ และมิไร น้องสาวตัวโตที่เดินทางมาจากอนาคต

นักพากย์เสียงดาวรุ่งหลายชีวิตได้ทำให้ตัวละครในเรื่องมีชีวิตขึ้นมา ตัวเอกของเรื่อง คุน พากย์โดย โมกะ คามิชิราอิชิ เธอตั้งใจที่จะมาพากย์บทของมิไร แต่เธอกลับได้บทของคุนทันทีเมื่อผู้กำกับโฮโซดะให้เธออ่านบทของพี่ชายตัวน้อยคนนี้ มิไร พากย์โดย ฮารุ คุโรคิ เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับทั้งในเรื่อง “Wolf Children” และ “The Boy and the Beast” ตัวละครอื่นๆ ที่ดำเนินเรื่องอยู่รอบๆ สองพี่น้องคนนี้ให้เสียงโดย เกน โฮชิโนะ, คุมิโกะ อาโซ, มิซึโอะ โยชิฮาระ, โยชิโอะ มิยาซากิ, โคจิ ยาคุโช และ มาซาฮารุ ฟุคุยามะ

เพลงเปิดและเพลงปิดแต่งและร้องโดยศิลปิน ทัตสึโระ ยามาชิตะ เขาตอบรับคำขอของผู้กำกับทันทีที่เขาได้ทราบเรื่อง นี่เป็นการร่วมมือกันครั้งที่สองในรอบ 9 ปีหลังจากครั้งที่ผ่านมาในเรื่อง “Summer Wars” จึงเรียกได้ว่านี่จึงเป็นจุดสิ้นสุดของการรอคอยของแฟนที่ชื่นชอบผลงานของพวกเขาทั้งสอง

“MIRAI” มีกำหนดฉาย 88 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูลจากเดือน พ.ค. 2018) และมีการฉายรอบเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ ครั้งที่ 71 ซึ่งได้รับเกียรติให้เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องเดียวที่ฉายในช่วง Directors’ Fortnight ในการฉายครั้งนั้นทำให้เกิดกระแสในวงกว้าง ส่งผลให้ชื่อเสียงของ มาโมรุ โฮโซดะ ทวีความโด่งดังมากขึ้นอีกในเวทีระดับโลก และนอกจากนั้น “MIRAI” ก็ยังได้รับการโหวตให้เข้ารอบ Official Selection ที่งานเทศกาล Annecy International Animated Film Festival อีกด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดวัฏจักรอันยิ่งใหญ่ของชีวิตผ่านเรื่องของคนปกติที่อยู่ในบ้านธรรมดา สวนธรรมดา และครอบครัวธรรมดา นี่คือหนังที่จะทำให้ทุกคนหวนกลับไปนึกถึงความหลัง ทำให้นึกถึงอนาคตข้างหน้า และทำให้ทุกๆ คนกลับมาชื่นชมสิ่งสุดพิเศษอันน่าพิศวงที่เรียกว่าชีวิต ผ่านการผจญภัยของเด็กชายอายุ 4 ขวบ ตำนานบทใหม่ของ “ครอบครัว” และ “ชีวิต” กำลังจะถูกเล่าขานไปสู่ผู้ชมทั่วทุกมุมโลกภายในช่วงฤดูร้อนนี้!

 

เรื่องราว

ภายในบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งที่มีต้นไม้ต้นเล็กและสวนขนาดย่อมที่มุมๆ หนึ่งของเมืองแห่งหนึ่ง

คุน เด็กชายที่เอาแต่ใจ ได้มีน้องสาวคนใหม่ ตั้งแต่เธอลืมตาดูโลก เขารู้สึกว่าพ่อแม่ของเขาไม่สนใจเขา และรู้สึกถึงสิ่งที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน แต่แล้วในวันหนึ่งที่สวนหลังบ้าน เขาได้พบกับผู้หญิงลึกลับที่เรียกตัวเองว่า มิไร และเธอก็เรียกเขาว่า “พี่ชาย”

คุนได้ท่องผ่านกาลเวลาด้วยการนำของมิไร เขาได้สัมผัสกับเรื่องราวของครอบครัวของเขา นี่คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยอันยิ่งใหญ่สำหรับพี่ชายตัวน้อยคนนี้

ดินแดนสุดมหัศจรรย์กำลังรอเขาอยู่ ชายปริศนาที่อ้างว่าเขาเคยเป็นเจ้าชาย ประสบการณ์สุดวิเศษที่พี่ชายตัวน้อยได้พบกับคุณแม่ของเขาในช่วงวัยเด็ก และการพบปะกับชายหนุ่มที่มีหน้าตาคล้ายพ่อของเขา

และการค้นพบสิ่งที่เรียกว่า “ความรักของครอบครัว”

การผจญภัยครั้งนี้ คุนได้เรียนรู้บทเรียนครั้งสำคัญของชีวิต มันคือก้าวแรกก้าวสำคัญที่ช่วยในการเติบโตของเขา สุดท้ายแล้วเขาไปลงเอยอยู่ที่ไหน และอะไรคือเหตุผลในการมาที่แท้จริงของมิไรกันแน่

 

บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ

การสร้างหนังเกี่ยวกับเด็กชายอายุ 4 ขวบ ที่มีเอกลักษณ์และท้าทาย

ก่อนอื่นเลย การสร้างหนังเกี่ยวกับเด็กผู้ชายอายุ 4 ขวบ นั้นมันเป็นสิ่งที่ท้ายทายมากๆ เราจะให้เด็กผู้ชายอายุ 4 ขวบ เป็นตัวเอกของหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยได้จริงๆ หรือ ผมต้องตอบคำถามนั้นให้ได้เสียก่อน ในอีกมุมมองหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ ไม่เคยมีใครที่สร้างหนังแบบนั้นมาก่อน บางทีผมอาจจะกลายเป็นคนแรกที่สร้างหนังแบบนี้ก็ได้ บางทีผมอาจจะได้สร้างหนังเกี่ยวกับครอบครัวในมุมมองของเด็กผู้ชายอายุ 4 ขวบ ผมไม่คิดว่ามีใครเคยสร้างหนังแบบนี้มาก่อนนะ มีหนังบางเรื่องใช้เด็กผู้หญิงอายุ 4-5 ขวบ แต่ไม่ค่อยมีใครใช้เด็กผู้ชายกันเลย นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้คงจะกลายเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ กลายเป็นหนังที่คุณไม่เคยได้ดูมาก่อน

 

เรื่องราวของความรักอันยิ่งใหญ่ที่ใช้พื้นที่ในบ้านและสวนหลังบ้าน

ผมรู้สึกขำขันกับปฏิกิริยาของลูกชายผมในตอนที่น้องสาวของเขาเกิด เขาสูญเสียความสนใจของพ่อแม่ของเขาให้กับน้องสาวที่ยังเป็นทารก ก่อนหน้านั้นเขาถูกโอ๋ถูกกอดอยู่ตลอด แต่ทันทีทันใดสิ่งเหล่านั้นก็ได้หายไป และเด็กชายที่มีอายุเพียง 4 ขวบ ก็ตกอยู่ในสภาพหดหู่ เขาจะกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้น เมื่อผมเห็นเขาทำแบบนั้น แทนที่ผมจะเห็นว่ามันภาพที่น่าเอ็นดู ผมกลับคิดว่า นี่ล่ะคือสภาพของมนุษย์ในขณะที่เขาสูญเสียความรักความเอาใจใส่ ผมคิดว่าทุกๆ คน ไม่เพียงเฉพาะเด็กเท่านั้น เคยมีประสบการณ์ในการสูญเสียความรักมาก่อน ถ้าคุณมาลองคิดดู คุณจะพบว่าชีวิตก็คือเรื่องราวของความรัก ชีวิตก็คือวงจรของการพบและการสูญเสียความรัก เขาได้เผชิญกับการสูญเสียเป็นครั้งแรกในชีวิต แทนที่มันจะเป็นเรื่องของเด็กชายอายุ 4 ขวบ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้สามารถกลายเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์และความรัก ผมเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว ผมก็เลยไม่เคยได้สัมผัสถึงความสูญเสียความรักของพ่อแม่ให้กับน้องๆ แต่ผมคิดว่าถ้าหากเด็กคนไหนที่เคยรับรู้ความสูญเสียครั้งนี้ เขาก็จะรู้สึกถึงความเจ็บปวก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็จะทำให้เขาเข้าใจความหมายของชีวิตมากขึ้น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นไปได้มากกว่าเรื่องสำหรับเด็กๆ นอกจากภายในโรงเรียนอนุบาลแล้ว โลกของของเด็กในวัยนั้นก็มักจะอยู่แต่ในบ้านซะเป็นส่วนใหญ่ ทั้งหมดนั้นคือโลกของเขา เพราะฉะนั้นผมเลยสามารถใส่ทั้งชีวิตและโลกของเขาลงไปในบ้านหลังเดียวได้ และผมก็คิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจ สำหรับเด็กๆ แล้ว ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และพี่น้องเป็นทุกสิ่ง และผมคิดว่าผมสามารถใช้มุมมองนี้ทำให้ทุกคนเห็นชีวิตในมุมมองที่ใหญ่ขึ้นได้ นอกจากนั้น โลกในสายตาของเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องมีหลักการเสมอไป ผมอยากได้มุมมองใหม่ที่แตกต่างไปจากคนที่โตแล้วหรือมีสามัญสำนึกแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะเพิ่มอะไรเข้าไปในเรื่องราวของบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนหลังบ้านเล็กๆ ครับ

 

เรื่องราวเกี่ยวกับ รู้จักครอบครัวของคุณ” = “รู้จักโลก

หากดูเพียงผิวเผิน คุณอาจจะเห็นเรื่องนี้เป็นเพียงหนังดราม่าครอบครัว แต่จริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้น ผมหมายถึง คนที่เข้าใจคุณน้อยที่สุดอาจจะเป็นครอบครัวของคุณเอง หรือพูดอีกอย่างก็คือ ผมต้องการสร้างเรื่องเกี่ยวกับการ ทำความรู้จักโลกใบนี้ด้วยการ ทำความรู้จักครอบครัวของคุณหนังดราม่าครอบครัวมักจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ไม่มีอะไรสามารถตัดให้ขาดได้ และเกี่ยวกับผู้คนรอบข้างที่เข้าใจคุณโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด ผู้คนที่อยู่เคียงข้างคุณไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งเหล่านั้นคือภาพลักษณ์ของครอบครัวในประเทศญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า? ในบางทีชีวิตหลังการแต่งงานก็สั่นคลอนหลังจากที่พวกเขามีลูก เราจะไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้หากเราไม่ทำความเข้าใจกันก่อนว่าบทบาท เจตนารมณ์ และความสัมพันธ์ของคู่แต่งงานของคุณเป็นอย่างไร นี่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวเกี่ยวกับลูกๆ เท่านั้น มันยังเป็นเรื่องราวของชีวิตหลังการแต่งงานอีกด้วย เราต้องเข้าใจกันและกัน ประนีประนอมต่อกัน และอยู่ร่วมกันได้ ผมคิดอยู่เสมอว่าภาพลักษณ์ของครอบครัวญี่ปุ่นนั้นมีอะไรบางอย่างที่ผิดไป สมาชิกครอบครัวเข้าใจกันโดนไม่ต้องอาศัยคำพูด เราเข้าใจกันเพราะว่าเราอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอย่างนั้นจริงๆ หรือ? สิ่งเหล่านั้นผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามเลยครับ สมาชิกครอบครัวเป็นอะไรที่เข้าใจยากที่สุดแล้วครับ คุนไม่เข้าใจว่าเด็กทารกคนนั้นคือน้องสาวของเขา สมาชิกครอบครัวไม่ได้ผูกพันเพราะสายเลือดหรือพันธุกรรม แต่พวกเขาผูกพันเพราะสายสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สร้างขึ้นมาในฐานะของการเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน โลกของเราถูกสร้างขึ้นมาด้วยหลักการเช่นนี้ ครอบครัวก็คือ โลกอย่างหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายต้องอาศัยความพยายามในการแก้ไขปัญหา เช่นเดียวกันกับพี่ชายและน้องสาว สามีและภรรยา แม่และยาย และอื่นๆ ผมต้องการทำให้ภาพของความคิดนี้ชัดเจนขึ้นผ่านมุมมองของเด็กชายวัย 4 ขวบ ผมคิดว่าผมสามารถสร้างหนังที่มีความชัดเจนในด้านนี้ได้ครับ

 

เผยบางสิ่งที่อยู่ทุกหนแห่ง ทุกยุคทุกสมัย ที่นี่และตอนนี้

สิ่งต่างๆ ในตอนนี้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนคือสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนคิดกัน แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว สิ่งที่พวกเขาคิดมีเพียงการก้าวเดินไปข้างหน้า ผู้คนมักจะใช้คำว่า สายสัมพันธ์แต่จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่? ความหมายของมันค่อนข้างมีความคลุมเครือ เราจะจัดการสิ่งที่มีความไม่ชัดเจนนี้ในโลกที่คุณค่าของสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลาได้จริงๆ หรือ? และยังมีปัญหาอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอีก มุมมองของการแต่งงานและการมีครอบครัวก็กำลังจะเปลี่ยนไป แม้กระทั่งในญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ค่อนข้างหัวโบราณ นิยามของคำว่าครอบครัวก็ยังไม่ชัดเจน พวกเรากำลังอยู่ในยุคที่ทุกคนต้องค้นหาด้วยตัวเองให้ได้ว่าสำหรับพวกเขาครอบครัวคืออะไร ครอบครัวไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นสิ่งที่เริ่มขึ้นจากตัวของคุณเอง นี่ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกหนแห่งตลอดทุกยุคทุกสมัย ที่นี่และตอนนี้

 

ประวัติของ มาโมรุ โฮโซดะ

เกิดที่โทโยม่าในปี 1967 หลังจากจบการศึกษาด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยคานาซาวะ โฮโซดะได้เข้าทำงานที่บริษัท Toei Doga (ภายเปลี่ยนชื่อเป็น Toei Animation Co., Ltd) ในตำแหน่งนักแอนิเมเตอร์  ในปี 1997 เขาได้เปิดตัวผลงานการกำกับทีวีแอนิเมชั่นชื่อดัง อสูรน้อยคิทาโร่ (GeGeGe no Kitaro) ซีซั่น 4 และในปี 1999 โฮโซดะได้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรก “Digimon Adventure” เขาได้รับคำชมมากมายจากแนวคิดอันเป็นเอกลักษณ์จากภาพยนตร์เรื่องที่สอง “Digimon Adventure OUR WAR GAME!” (2000) หลังจากนั้นเขาก็ได้ออกมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์ และในปี 2006 เขาก็ได้สร้างผลงานภาพยนตร์แอนิเมชั่น “The Girl Who Leapt Through Time” (สร้างจากนิยายของ ยาซุทากะ ซึซุย) ซึ่งได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศ และมันก็ทำให้เขาได้รับการขนานว่าเป็นผู้กำกับดาวรุ่ง ในปี 2009 เขาได้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นอีกเรื่อง “Summer Wars” ซึ่งเป็นภาพยนตร์บทดั้งเดิมเรื่องแรกของเขา ในปี 20111 เขาได้ตั้งสตูดิโอแอนิเมชั่นของเขาเองชื่อ Studio Chizu และได้สร้างผลงานอย่าง “Wolf Children” (2012) และ “The Boy and the Beast” (2015) ซึ่งได้รับคำชมอย่างล้นหลามทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาคือ “Mirai” เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกให้ฉายในช่วง Director’s Fortnight ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ครั้งที่ 71 ปี 2018

Facebook Comments
Don`t copy text!