Wonder Woman 1984

Wonder Woman 1984

วันเดอร์ วูแมน 1984

แนว Action, Adventure, Fantasy

เข้าฉาย 17 ธันวาคม 2563

ผู้กำกับ Patty Jenkins

นักแสดง Pedro Pascal, Gal Gadot, Connie Nielsen

เรื่องย่อ

Wonder Woman 1984

Wonder Woman 1984 จะพา “ไดอาน่า ปริ้นซ์” (กัล กาโดท) ไปสู่ช่วงเวลาหลายปีหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังภาคแรกในตอนนี้เจ้าหญิงแห่งอเมซอนผู้ไม่ย่อท้อจะต้องไปเผชิญหน้ากับ “ชีตาห์” (คริสเตน วิก) ในช่วงระหว่างสงครามเย็นยุค 80

เดินหน้าไปอย่างรวดเร็วสู่ยุค 1980 เมื่อการผจญภัยของวันเดอร์วูแมนบนจอยักษ์ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหน้าใหม่อีก 2 รายอย่างแม็กซ์ ลอร์ด และ เดอะชีตาห์
ผู้กำกับฯ แพทตี้ เจนคินส์กลับมาทำหน้าที่ควบคุมภาพยนตร์ โดยมีกัล กาโดต์กลับมารับบทแสดงนำ ภาพยนตร์เรื่อง “Wonder Woman 1984” เป็นผลงานภาคต่อของ Warner Bros. Pictures จากภาพยนตร์ของ DC Super Hero ที่มีการฉายภาคแรกเมื่อปี 2017 และทำลายสถิติรายได้ไป เรื่อง “Wonder Woman” ภาพยนตร์กวาดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไป 822 ล้านเหรียญ ภาพยนตร์ยังนำแสดงโดยคริส ไพน์ ผู้รับบทสตีฟ เทรวอร์ ครินเทน วิก ผู้รับบท เดอะชีตาห์ เปโดร ปาสคัล ผู้รับบทแม็กซ์ ลอร์ด โรบิน ไรท์ ผู้รับบทแอนทิโอเป้ และคอนนี นีลเซน ผู้รับบทฮิพโพไลทา

ชาร์ลส โรเวน, เดโบราห์ สไนเดอร์, แซ็ค สไนเดอร์, แพทตี้ เจนคินส์, กัล กาโดต์ และ สตีเฟน โจนส์ อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฯ รีเบ็คก้า สตีล โรเวน โอคลีย์, ริชาร์ด ซักเคิล, มาเรียน เจนคินส์, จอฟฟ์ จอห์นส, วัลเตอร์ ฮามาดะ, แชนทัล นอง โว และ เวสลีย์ คอลเลอร์ ทำหน้าที่อำนวยการสร้างบริหารฯ

แพทตี้ เจนคินส์ กำกับฯ จากบทภาพยนตร์ที่เธอเขียนร่วมกับจอฟฟ์ จอห์นสและเดวิด คอลลาแฮม เนื้อเรื่องโดยเจนคินส์และจอห์นส สร้างอิงจากตัวละครของดีซี ผู้ร่วมงานเบื้องหลังกับผู้กำกับฯ เป็นทีมงานหลายคนจากภาพยนตร์เรื่อง “Wonder Woman” ของเธอ รวมถึงผู้กำกับภาพ แมทธิว เจนเซน ผู้ออกแบบฉากที่เข้าชิงรางวัล Oscar เอไลน์ โบเน็ตโต (“Amélie”) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเจ้าของรางวัล Oscar ลินดี้ เฮมมิง (“Topsy-Turvy”) ผู้ลำดับภาพที่เข้าชิงรางวัล Oscar ริชาร์ด เพียร์สัน (“United 93”) ทำหน้าที่ลำดับภาพในเรื่องนี้ด้วย เพลงประกอบภาพยนตร์จากผู้ประพันธ์ดนตรีเจ้าของรางวัล Oscar ฮานส์ ซิมเมอร์ (“Dunkirk,” “The Lion King”)
วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส นำเสนอภาพยนตร์จาก an Atlas Entertainment/Stone Quarry Production, a Patty Jenkins Film เรื่อง “Wonder Woman 1984” ในโรงภาพยนตร์บางแห่งและระบบไอแมกซ์ จัดจำหน่ายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส

Wonder Woman 1984

Fast forward to the 1980s as Wonder Woman’s next big screen adventure finds her facing two all-new foes: Max Lord and The Cheetah. 

With director Patty Jenkins back at the helm and Gal Gadot returning in the title role, “Wonder Woman 1984” is Warner Bros. Pictures’ follow up to the DC Super Hero’s first outing, 2017’s record-breaking “Wonder Woman,” which took in $822 million at the worldwide box office.  The film also stars Chris Pine as Steve Trevor, Kristen Wiig as The Cheetah, Pedro Pascal as Max Lord, Robin Wright as Antiope, and Connie Nielsen as Hippolyta.

Charles Roven, Deborah Snyder, Zack Snyder, Patty Jenkins, Gal Gadot and Stephen Jones are producing the film. Rebecca Steel Roven Oakley, Richard Suckle, Marianne Jenkins, Geoff Johns, Walter Hamada, Chantal Nong Vo and Wesley Coller are the executive producers.

Wonder Woman 1984

Patty Jenkins directed from a screenplay she wrote with Geoff Johns & David Callaham, story by Jenkins & Johns, based on characters from DC.  Joining the director behind the scenes are several members of her “Wonder Woman” team, including director of photography Matthew Jensen, Oscar-nominated production designer Aline Bonetto (“Amélie”), and Oscar-winning costume designer Lindy Hemming (“Topsy-Turvy”).  Oscar-nominated editor Richard Pearson (“United 93”) is cutting the film.  The music is by Oscar-winning composer Hans Zimmer (“Dunkirk,” “The Lion King”).

Wonder Woman 1984

Warner Bros. Pictures Presents an Atlas Entertainment/Stone Quarry Production, a Patty Jenkins Film, “Wonder Woman 1984.”  Set to open in theaters beginning 16 December 2020, it will be distributed worldwide by Warner Bros. Pictures.

รายละเอียดการถ่ายทำ

เธอจะปลุกความเป็นฮีโร่ในตัวเราขึ้นมา

วันเดอร์วูแมนกลับมาในภาพยนตร์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ ที่จะพาผู้ชมไปผจญภัยในอดีตอันไม่ห่างไกลนัก และพบกับฮีโร่ของเราในการเดินทางที่ก้าวข้ามโลก

นั่นคือช่วงปี 1984 ที่สหรัฐฯ กำลังมีอำนาจและความภาคภูมิใจสูงสุด จะได้เห็นทั้งมุมที่ดีและมุมที่แย่ในตัวพวกเรากันอย่างชัดเจน การค้าขาย ศิลปะ ความมั่งคั่ง เทคโนโลยี ความมีเสน่ห์… ทุกอย่างคว้ามาได้อย่างง่ายดาย ด้วยความรู้สึก “อยากได้อยากมี” ในทุกสิ่งทำให้ยิ่งอยากได้มันมาครองมากขึ้น บรรยากาศในฉากต่างจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เคยพาผู้ชมไปพบใน Wonder Woman ปี 2017 อย่างสิ้นเชิง นี่คือเวลานับทศวรรษที่จะท้าทายความเมตตา ความถูกต้อง ความยุติธรรม และการลดความเห็นแก่ตัวที่อยู่ในตัวเธออีกครั้ง พร้อมกับความรักที่เธอมีให้มวลมนุษย์อย่างไมเสื่อมคลาย แม้ว่าเธอจะใช้เวลาหลายปีในการใช้ชีวิตทำงานท่ามกลางผู้คน แต่สำหรับไดอาน่า ปรินซ์ ความคิดของ “ฉัน” และ “มากกว่านั้น” ล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่เธอเพิ่งทิ้งสรวงสวรรค์เมื่อ 66 ปีก่อน เพื่อปกป้องโลกจากการทำลายล้าง ซึ่งตอนนี้เธอต้องปกป้องโลกอีกครั้ง… จากตัวมันเอง

ผู้กำกับฯ / ผู้ร่วมเขียนบทฯ / ผู้อำนวยการสร้างฯ แพทตี้ เจนคินส์ ตั้งใจทำให้ภาพบนจอยักษ์มีฉากแอ็คชั่นที่ยิ่งใหญ่อลังการมากขึ้น และตัวละครหลักของเรื่องมีการเดิมพันสูงขึ้น “ในภาคแรกไดอาน่าได้พบกับบรรยากาศของโลกเป็นครั้งแรก ส่วนครั้งนี้เธอคุ้นเคยกับความเป็นมนุษย์สูงมาก ทั้งความสำเร็จ ความแม่นยำ การเข้าถึงที่มากเกินไป” เธอกล่าว “ในภาคก่อนจะมีบางอย่างในเรืองที่ผู้ชมทุกคนจะสนุกไปกับมันได้ และมีอะไรหลายที่แฟนพันธุ์แท้จะต้องหลงรัก” เจนคินส์นั่งลงและเล่าต่อว่า “นั่นเป็นเพราะหัวใจหลักของเรื่องอย่างตัวตนของวันเดอร์วูแมนที่แท้จริงไม่เคยจางหายไป การมองโลกแง่ดี คิดแง่บวก มีความกล้าหาญ… การเป็นคนที่ดีขึ้น เธอคือตัวอย่างที่ดีในมุมของซูเปอร์ฮีโร่ควรทำอะไรแบบที่ฉันคิดเอาไว้เลยค่ะ ทำให้เราเห็นว่าเราจะเป็นคนที่ดีขึ้นได้อย่างไร และเตือนพวกเราว่าเราสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้นได้”

กัล กาโดต์ไม่ได้กลับมารับบทนำ ไดอาน่า ปรินซ์ และ วันเดอร์วูแมนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ผู้สร้างฯ ของเรื่องด้วย เธอเล่าว่า “ในเรื่อง ‘Wonder Woman’ ไดอาน่าต้องใช้ชีวิตท่ามกลางมนุษย์เป็นครั้งแรก ส่วนในเรื่องนี้เธอคุ้นเคยกับความเป็นมนุษย์ผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน เธอเรียนรู้ที่จะมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ และเธอก็มีความต้องการบางอย่างแบบที่เธอไม่เคยมี เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา… และพร้อมจะรักษามันไว้ยิ่งชีพ”

กาโดต์เล่าว่าไอเดียเริ่มแรกของเรื่องนี้ต่อยอดมาจากเจนคินส์ “แพทตี้กับฉันกำลังทำภาคแรกกันอยู่ เราไม่รู้ว่าผู้ชมจะมีการตอบรับอย่างไร แต่เราก็มีความฝันไปไกลกันทั้งคู่” เธอยิ้ม “และเราคิดว่าถ้าเราสร้าง Wonder Woman อีกภาคขึ้นมาได้ มันคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเธออีกด้านที่ต่างไปเลย”

ผู้สร้างฯ ชาร์ลส โรเวน ที่มีประสบการณ์ศึกษาธีมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากฮีโร่ของดีซีมาอย่างยาวนานเล่าเสริมว่า สำหรับเรื่องราวของวันเดอร์วูแมนภาคนี้ “เราอยากพาไปไกลพอที่จะเห็นอนาคตของเธอได้ เธอมีทั้งการพัฒนาและการโตขึ้น ช่วงยุค 1980 คือเวลาที่น่าสนใจสำหรับไดอาน่าที่มีความเป็นนิรันดร์ เพราะมันมีเสน่ห์เหมือนลมหายใจของเรามีความเป็นนิรันดร์ได้ด้วย แต่ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปหลายทศวรรษ เธอต้องพบเจออะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเจอตอนยังเป็นเด็กน้อยแห่งในอเมซอนอันเป็นนิรันดร์ เช่น การสูญเสียคนที่เธอรัก”

ตัวละครจะวนเวียนกับพฤติกรรมมนุษย์ที่เห็นในชีวิตประจำวันมากขึ้น ความอ่อนแอที่เกิดมาจากแรงปรารถนา สตีฟ เทรวอร์ คนที่ทิ้งไดอาน่าต้องสูญเสียแต่ยังไม่เคยจากเธอไปไหน อย่างน้อยก็ยังอยู่ในใจเธอ แม้ว่าเจนคินส์จะเก็บทุกสิ่งกี่ยวกับการกลับมาของตัวละครในหนังภาคใหม่อย่างมิดชิด แต่เธอเล่าว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องราวภาคใหม่อย่างไม่มีข้อสงสัยแน่นอน “มันทำให้ทุกอย่างลงตัวเหมาะสมในเนื้อเรื่องที่เป็นสูตรสำเร็จของเรา ในความเป็นจริงแล้วกัลป์และคริสรู้โดยนัยระหว่างถ่ายทำภาคแรกแล้วว่า ถ้าเราสร้างภาคที่ 2 ขึ้นมาพวกเขาจะเจอกับอะไรบ้าง”

                คริส ไพน์ กลับมารับบทสำคัญและเล่าว่า “แพทตี้รู้ว่าเธออยากให้สตีฟกลับมาในรูปแบบไหน เธอเป็ฯคนเล่าเรื่องที่เก่ง วาดภาพให้เห็นได้ชัดเจน มีจินตนาการสูงอยู่ในตัว ผมตื่นเต้นทันทีที่จะได้กลับมายังโลกที่เธอสร้างขึ้นมาอีกครั้ง แน่นนอว่ารวมถึงการร่วมงานกับกัลด้วย”

ถ้าในภาคแรกได้เห็นความรักแสนโรแมนติกของไดอาน่า กาโดต์อธิบายวาภาคนี้คงเป็นการค้นหาคุณค่าของตัวละครที่มี “หนังเรื่องนี้ล้วนเกี่ยวกับความเป็นจริง ฟังดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องซับซ้อนในอีกหลายด้าน ในฐานะของคนทั่วไป เรารู้ว่าควรเห็นค่าสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้อย่างไร ความจริงคือสิ่งที่เราเป็นอยู่ แต่เราก็มีความปรารถนาตามที่เราต้องการ ตามที่เราไม่ต้องการ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริงตามสิ่งที่เราเป็นอยู่ แน่นอนว่าเราจะลองมีทุกสิ่งตามปรารถนาก็ได้ แต่เราจะได้สิ่งนั้นจริงๆ หรอ?”

ไดอาน่าถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่าเธอไม่สามารถมีทุกอย่างไได้ จนกระทั่งเธอได้พบกับคนที่หัวใจต้องการ และความเชื่อได้พาเธอข้ามทุกข้อสงสัยที่เธอมี แต่การกลับมาพบกันระหว่างไดอาน่าและสตีฟกลับมีอุปสรรค ซึ่งไม่ใช่จากใครอื่นนอกจาก 2 วายร้ายคนสำคัญของวันเดอร์วูแมน : แม็กซ์เวล ลอร์ด และ เดอะ ชีตาห์

คริสเทน วิก ควบสองบทบาททั้ง บาร์บารา ไมเนอร์วา นักวิทยาศาสตร์ผู้คลั่งไคล้นหนังสือและบท เดอะ ชีตาห์ ผู้เย่อหยิ่ง หนึ่งในตัวละครโปรดของแฟนๆ ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของวันเดอร์วูแมน “ตอนที่แพทตี้โทรหาฉันเรื่องหนัง ฉันตอบตกลงทันทีเลยค่ะ เพราะฉันรักหนังภาคแรกมาก มันง่ายๆ แบบนั้นเลย จากนั้นพอได้อ่านบทฯ ฉันก็ตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร ทั้งความเปลี่ยนแปลงของเธอและความเลวร้ายของเธอ ฉันอยากเล่นอะไรแบบนั้นมาตลอดเลยค่ะ มันเหมือนกับความฝันที่ฉันมีโอกาสได้รับบทนี้เลย”

แม็กซ์เวล ลอร์ด วายร้ายที่เข้าสู่โลก DC เมื่อปี 1980 รับบทโดยเปโดร ปาสคาล เขารู้สึกชื่นชมเจนคินส์มาอย่างยาวนานและยอมรับว่าชื่นชอบการทำงานร่วมกับผู้กำกับฯ ในการรับบทนี้ “ผมรู้สึกหลงใหลในยุคนั้นและสิ่งที่ยังคงอยู่กับผมคือความเป็นยุค 80 ทั้งสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกว่าทุกวันนี้” เขาหัวเราะ “ความรู้สึกโหยหาและการได้เข้าไปอยู่ในโลกใบนั้นพร้อมกับผู้สร้างฯ ที่เก่งและเข้าใจมันได้เป็นอย่างดี… ใครบ้างไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาตัวละครอย่างวันเดอร์วูแมน ซูเปอร์ฮีโร่ที่เรานึกไม่ถึงว่าเราจะต้องการขนาดนี้? จนกระทั่งแพทตี้และกัลป์พาเธอมาทำให้เรานึกถึงความเป็นมนุษย์ในแบบที่มีความน่าสนใจมาก”

นอกจากการเพิ่มสีสันและฉากแอ็คชั่นที่มาพร้อมความท้าทายที่สูงขึ้นสำหรับซูเปอร์ฮีโร่ของ DC ทั้งร่างกายและความรู้สึกแล้ว ยุค 80 ยังมอบความตื่นเต้นให้ผู้สร้างฯ ด้วยการออกแบบบรรยากาศและความรู้สึกของเรื่องด้วย ตั้งแต่บรรยากาศรอบตัวไปจนถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและซาวด์แทร็คแนวเรโทร สำหรับเจนคินส์แล้วเรื่องฉากคือสิ่งที่สร้างจากความรู้สึกส่วนตัวไปพร้อมกับความเป็นมืออาชีพของเธอ “ไอเดียแรกของฉากในเรื่องยุค 1984 มาจากความชอบส่วนตัวที่ได้ดูวันเดอร์วูแมนในยุคของฉันค่ะ สำหรับฉันแล้วยุคนั้นคล้ายกับตัวเธอ ในมุมของกระแสความนิยมตัวละครนี้ จากนั้นความสนุกและความท้าทายของฉากคือการพยายามสร้างหนังที่ดูไม่เป็นแนวพีเรียดเกินไป แต่ต้องสร้างความรู้สึกของการดูหนังยุค 80 ขึ้นมาด้วย มันต้องเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับประสบการณ์นั้นค่ะ”

ผู้สร้างฯ สตีเฟน โจนส์ ออกความเห็นว่า “แม้เราจะสร้างหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ พร้อมฉากแอ็คชั่นเสี่ยงตายมากมาย ต้องเดินทางไปหลายประเทศและถ่ายทำในสถานที่จริงทุกครั้งที่มีโอกาส ได้ร่วมงานกับแพทตี้และเข้าใจจินตนาการของเธอ เรารู้ดีว่าบรรยากาศของหนังต้องดูสมจริง เธอชอบการถ่ายทำจริงบนหน้าจอเพื่อให้ภาพและความรู้สึกทุกอย่างเหมือนจริงที่สุด”

กองถ่ายได้วางแผนเรื่องสถานที่ถ่ายทำอย่างรัดกุม ทั้งการถ่ายในสหรัฐฯ อังกฤษ เวลส์ สเปน และหมู่เกาะแคนารี “ฟุทปรินท์โลกของหนังเรื่องนี้มีขนาดใหญ่มากเรื่องหนึ่งที่ผมเคยร่วมงานมา” โรเวนกล่าว “เรายังสามารถถ่ายทำทั้งบนฟิล์ม 35 มม. และไอแมกซ์ 65 มม. ได้ด้วย ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมากในเรื่องการสร้างขนาดที่ดูสมจริง และเป็นสื่อกลางที่ช่วยสร้างความเต็มอิ่มให้หนังทุกวันนี้ได้”

ฟอร์แม็ตที่น่าประทับใจและรายละเอียดของฉากที่น่าทึ่ง ทำให้ทั้งผู้สร้างฯ และทีมนักแสดงได้พาตัวเองและผู้ชมเข้าสู่ยุคที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนี้ ผ่านมุมมองของซูเปอร์ฮีโร่ที่มีอิทธิพลของโลกคนหนึ่งได้ “นี่คือวันเดอร์วูแมนแบบที่เราทุกคนจำได้ เธอเดินเข้ามาและรับมือกับเหตุร้ายได้อย่างง่ายดาย ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงมั้ย?” เจนคินส์ถาม “มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ เธอมีพลังเหลือล้นอย่างที่เคยเป็น หรือจะ.. หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนแบบนั้น”

ฮีโร่และวายร้าย

โลกใบนี้ยังไม่พร้อมสำหรับสิ่งที่เธอจะทำ”  ~ฮิพโพไลทา

คำทำนายที่กล่าวไว้กับไดอาน่าตอนเป็นเด็กของ ฮิพโพไลทา ราชินีแห่งอเมซอนและผู้เป็นแม่ที่ฉลาดและเห็นทุกอย่างมาแล้ว เธอได้พูดไว้เมื่อนานมาแล้วก่อนเจ้าหญิงน้อยจะนึกภาพมวลมนุษย์ออก…  หรือหมายถึงปี 1984

ในช่วงแรกของเรื่องไดอาน่าอยากพิสูจน์ตัวเองให้แม่และ แอนทิโอเป้ น้าของเธอผู้เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มน้ำอเมซอนรวมถึงทั่วเธอมีสคีร่า แม้ว่าเธอจะยังเด็ก แต่ความมุ่งมั่นคงเธอไม่เป็นรองใคร เธอยืนหยัด (และวิ่ง ปีนป่าย ทำอะไรอีกหลายอย่าง) ที่จะเป็นที่สุดแห่งอเมซอนเกมส์ แต่ถึงแม้เธอจะมีความกล้าหาญและมีทักษะต่างๆ ที่น่าประทับใจแล้ว เธอก็ยังคงหาคำตอบว่าชัยชนะมีความหมายอย่างไร และนั่นเธอต้องเรียนรู้จากคนที่อายุมากกว่า

โลกอีกใบหนึ่งและชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อไดอาน่าโตขึ้นจะต้องเรียนรู้ว่าชัยชนะที่แท้จริงเป็นแบบไหน และเธอคือคนที่ต้องหาคำตอบนั้นให้ได้ในท้ายที่สุด

วอชิงตัน ดีซี 1984 ไดอาน่า ปรินซ์ ใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ท่ามกลางมนุษย์ ทำงานในตำแหน่งนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดี เธอต้องดูแลวัตถุโบราณที่สมิธโซเนียน เธอไม่ได้เดินบนเส้นทางของซูเปอร์ฮีโร่อีกต่อไป ตอนนี้เธอควบคุมพลังได้อย่างเต็มที่แต่ต้องเก็บตัวเงียบๆ

“ฉันรู้สึกว่าเราปูทางตัวละครในภาคแรกและเล่าถึงพัฒนาการของเธอไว้ได้ดีมาก ไดอาน่ากลายเป็นวันเดอร์วูแมนได้อย่างไร และตอนนี้ถึงเวลาที่ตัวละครจะต้องโตขึ้นแล้ว เธอเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนบ้างหลังจากที่ได้เจอกันครั้งสุดท้าย” กาโดต์กล่าว “ไดอาน่าอยู่บนโลกใบนี้มานานแล้ว ตอนนี้เธอไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่กลับมีความเหงา มันยากที่เธอจะลืมอดีต เธอยึดติดอยู่กับมันผ่านการทำงาน และยังคงตราตรึงอยู่ในใจของเธอ แม้ว่าเธอจะดูกลมกลืนกับโลกที่อยู่รอบตัวเธอ แต่เธอไม่รู้สึกแบบนั้นเลย แม้ในฐานะของวันเดอร์วูแมน เธอก็ต้องหลบอยู่ในเงามืด นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจในการรับบทของฉันค่ะ และฉันตื่นเต้นมากที่ได้กลับมาหาตัวละครนี้ เพราะเธอมีความลึกซึ้งและซับซ้อน ขณะเดียวกันก็มีความน่าสนใจมาก เราจะได้เห็นเธอผ่านเรื่องราวที่มีความลึกซึ้งที่เข้าใจได้ง่ายในเรื่องนี้ค่ะ”

เจนคินส์ไม่ได้ตื่นเต้นแค่การกำกับฯ กาโดต์บนหน้าจอ แต่รวมถึงการร่วมงานกับเธอในฐานะผู้สร้างฯ ด้วย “ตั้งแต่แรกเรามีการแชร์มุมมองของหนังและตัวละครกัน เราช่วยเหลือกันหลายเรื่องมากค่ะ” เธอกล่าว “แต่คราวนี้เธอมีส่วนร่วมตลอดช่วงหลังการถ่ายทำจนถึงขั้นตอนสุดท้ายด้วย เธอจะคอยให้ไอเดียดีๆ และมุมมองต่างๆ ที่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ เธอเห็นภาพโดยรวมในฐานะของผู้สร้างฯ อย่างชัดเจนเหมือนที่เธอเห็นเรื่องราวทั้งหมดในมุมของนักแสดงเลยค่ะ”

กาโดต์กล่าวย้ำว่าเรื่องราวที่สะท้อนอารมณ์ของวันเดอร์วูแมนจะถ่ายทอดออกมาให้เห็นอย่างเข้มข้น และมีฉากแอ็คชั่นน่าตื่นเต้นในแบบที่แฟนๆ คาดหวังได้จากหนังซูเปอร์ฮีโร่ “ฉากต่อสู้เป็นสิ่งสำคัญในการเดินทางของเธอ และสำคัญต่อเนื้อเรื่องของเรามากค่ะ ไม่ใช่แค่เพราะเรารักการเห็นเธอสู้กับพวกวายร้าย” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เราได้เห็นไดอาน่าโชว์ฝีมืออันยอดเยี่ยมมาแล้ว นักรบแห่งอเมซอนผู้นี้ทำได้ทุกสิ่ง ทั้งการต่อสู้ ปกป้องผู้คน และยังมีความมหัศจรรย์ที่ฉันยังเปิดเผยไม่ได้.. ไม่อยากสปอยล์อะไรออกมาค่ะ แต่ความเข้มแข็งที่อยู่ในตัวเธอจะได้ใช้ในคราวนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการเดิมพันต้องสูงขึ้นกว่าเดิม”

ทำหน้าเหมือนเจอผีงั้นแหละ” ~สตีฟ เทรวอร์

ในเรื่อง “Wonder Woman 1984” ได้อาน่าได้กลับมาพบกับสตีฟ เทรวอร์ คนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ซึ่งเขาจากเธอไปเกือบ 70 ปีแล้ว แต่สตีฟยังไม่เคยพบการเปลี่ยนแปลงบนโลกในแบบที่เธอเจอ และตอนที่เขากลับมาอยู่ในชีวิตเธออีกครั้ง เขารู้สึกหลงใหลไปกับทุกสิ่งที่เขาเห็น โดยที่ไม่ทันตั้งตัวเลยว่าเขาย้อนกลับมาได้อย่างไรหลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 7 ทศวรรษแล้ว แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกที่เขามีต่อไดอาน่ายังคงชัดเจน ไม่ต่างจากความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขา จากนั้นความเศร้าที่เธอมีก็ได้จางหายไป

ไพน์เล่าให้ฟังว่า “ผมรู้สึกดีใจมากในการกลับมา และครั้งนี้มันมีความแปลกใหม่ เหมือนตอนที่กัลป์แสดงหนังเรื่องแรก ในภาคนี้สตีฟจะเป็นฝ่ายได้ทำความรู้จักจักรวาลใหม่ที่กว้างใหญ่มหาศาลเป็นครั้งแรก มันสนุกดีครับที่ได้เล่นบทาทนั้น เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่… หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการได้เห็นการวางแผนใช้พลังอย่างน่ากลัว ต้องต่อสู้เพื่อการปกครองและความรุนแรงที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ผมต้องทำเหมือนหวาดกลัวและเบื่อหน่ายหลายสิ่งบนโลก เหมือนกับมาถึงจุดสูงสุดแล้ว”

“เวลาที่เราคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจากปี 1918 มาจนถึงปี 1984” โรเวนกล่าว “จากนั้นคิดภาพว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรในแง่ของเทคโนโลยี มันก็ทำให้เรารู้สึกงงได้เหมือนกัน ฉะนั้นมุมมองของสตีฟในหนังก็เหมือนกับเรา ซึ่งนอกจากการเป็นนักแสดงที่มีฝีมือน่าทึ่งแล้ว คริสยังมีเซนส์การเล่นมุกและทำให้เรารู้สึกงงได้อย่างน่าตื่นเต้นมาก”

ไพน์รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานกับทีมผู้สร้างฯ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการพบกาโดต์อีกครั้งด้วย “มันเหมือนการได้กลับบ้านอีกครั้ง ได้ร่วมงานกับคนที่เราชื่นชอบมาก และผมได้เรียนรู้จากที่ผ่านมาว่าเคมีคือเรื่องที่ยากจะสร้างขึ้นมาหลอกๆ ได้ มันเลยเป็นเรื่องดีมากที่ผมได้มาร่วมงานในที่ๆ ผมมีความรู้สึกดีๆ อยู่แล้ว กัลป์เป็นคนที่ใจกว้างมาก เธอมอบความอบอุ่นและรอยยิ้มของเธอเหมือนแสงสว่างที่ส่องประกายทั้งห้อง สิ่งที่ดีที่สุดคือเรามีความสุขและดหัวเราะ นั่นคือสิ่งที่ผมรักในการทำงานร่วมกับแพทตี้และกัลครับ”

นักแสดงชายรู้สึกชื่นชมในความแข็งแกร่งทั้งภายนอกและภายในของตัวละครกาโดต์ เขาเล่าว่า “ถ้าเราพูดถึงเรื่องความฉลาดและความแข็งแกร่งใดๆ ก็ตาม ไดอาน่าแทบไม่ต้องการผู้ชายหรือความรักเลย สำหรับเธอมันเหมือนทางเลือก การตกหลุมรักคือของขวัญที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต การมีใครสักคนให้รักไม่นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ในชีวิตหรอ?

น่าเสียดายที่การกลับมาพบกันระหว่างอยู่ท่ามกลางช่วงที่โลกมีแต่เรื่องเลวร้าย สำหรับไพน์นั่นหมายถึงฉากที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และฉากแอ็คชั่น แม้เขาจะยอมรับว่าวันเดอร์วูแมนคือคนที่ต้องยกของที่หนักที่สุด (และมีการเตะ ขว้างข้าวของ…) “ผมต้องหกล้มคลุกคลานและได้ต่อยคน เป็นอะไรที่สนุกดีครับ” เขากล่าว “ปกติการแสดงอะไรแบบนั้นผมต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก แต่กลับต้องเป็นกัลป์ที่แสดงฉากผาดโผนกันอย่างติดต่อกัน ต้องอยู่บนลวดสลิงและโดนเหวี่ยงไปมา ส่วนผมแค่แสดงอะไรเหมือนอินเดียนา โจนส์ ซึ่งเป็นอะไรที่ผมชอบมากครับ”

“นอกจากเรื่องการใช้แรงจนหมดพลัง การทุ่มเทอย่างหนัก และต้องถ่ายทำเป็นเวลานานนับ 7 เดือนครึ่ง ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำค่ะ” กาโดต์ยิ้ม “การรับบทนี้ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของฉัน” แทบจะเรียกได้ว่าจากการเป็นนักแสดงทั้งหมดเลยค่ะ “ถือเป็นโบนัสที่ได้มารับบทตัวละครที่มีแฟนๆ หลายคนทั่วโลกหลงรัก และได้ร่วมงานกับคริสอีกครั้ง เขาเป็นผู้ร่วมงานที่ดีมากค่ะ เราคงสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้ถ้าไม่มีเขา! เรารู้สึกว่าเราปล่อยเขาไปไม่ได้ และฉันตื่นเต้นมากที่ผู้เขียนบทฯ ตั้งใจสร้างความแปลกใหม่ด้วยการนำเขากลับมา เหมือนที่เธอช่วยให้สตีฟมองเห็นทุกอย่างผ่านมุมมองใหม่ในหนังภาคแรก ในภาคนี้เขาก็จะช่วยให้ไดอาน่าได้เห็นมุมที่แตกต่างบ้างค่ะ”

                “ฉันรักเวลาพวกเขาอยู่ด้วยกันค่ะ ไม่ใช่แค่ในบทสตีฟแลไดอาน่า แต่รวมถึงตัวตนของคริสและกัลด้วย” เจนคินส์อธิบาย “ฉันรักวิธีการทำงานร่วมกันของพวกเขา เพราะพวกเขามีพลังที่ดีและน่าตื่นเต้นส่งถึงกัน และพวกเขาก็ดูมีความสดใสตลอดเวลาด้วยค่ะ ความสัมพันธ์นั้นเราจะเห็นบนหน้าจอที่ดูสมจริงมากคะ ทั้งคู่มีความฉลาด สนุกสนาน และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะร่วมกันค่ะ”

ไพน์อธิบายว่า “แพทตี้และกัลเป็นคู่หูที่ดูดีมาก สิ่งที่ผมรักที่สุดในตัวแพทตี้คือผมไว้วางใจเธอในฐานะของผู้กำกับฯ ได้ เธอเหมือนผู้กำกับนักแสดงตัวจริง นักแสดงบางคนจะมีจินตนาการตัวละครอย่างเต็มที่ ส่วนคนอื่นอย่างผมเลือกที่จะแชร์ส่วนนั้นและพูดคุยกับผู้กำกับฯ และเธอก็ชอบอะไรแนวนั้นมาก แพทตี้สามารถคุยเรื่องไฟกับแม็ตต์ [เจนเซน] และเรื่องสีกับลินดี้ [เฮมมิง] ได้ จากนั้นสามารถคุยเรืองการแสดงกับพวกเราได้อย่างน่าทึ่ง นั่นคือสิ่งที่ผมรักในตัวเธอครับ มันเหมือนความมีศิลปะ ต้องใช้พลังอย่างเต็มที่ และต้องมีพลังอย่างแรงกล้า แต่แพทตี้ดูไม่เคยหมดแรงเลย เธอสามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง”

ในหนังแม้ว่าสตีฟจะกลับมาหาเธอ แต่ไดอาน่าก็ต้องใช้ความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ และความเมตตาทั้งหมดที่เธอมีต่อสู้กับเพื่อนผู้กลายเป็นศัตรูอย่างเดอะ ชีตาห์

เธอได้ทุกอย่างเสมอ ขณะที่คนอย่างฉันไม่เคยได้อะไรเลย

คราวนี้ถึงทีของฉันบ้าง” ~บาร์บารา ไมเนอร์วา

แม้ว่าส่วนใหญ่เธอจะเก็บตัวเงียบๆ แต่ไดอาน่าก็เป็นมิตรกับผู้ร่วมงานคนใหม่ในพิพิธภัณฑ์ บาร์บารา ไมเนอร์วา ตัวละครที่โผล่ใหนังสือการ์ตูนครั้งแรกโดย เล็น เวน และ จอร์จ เปเรซ ในเรื่องนี้บาร์บาราเป็นนักธรณีวิทยา/นักวิชาการ (บวกกับการเป็นผู้จัดรายการที่มีความชำนาญอีกหลายด้าน) ที่เข้าสังคมไม่เก่งแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แถมเธอยังชอบสังเกตเพื่อนร่วมงานคนใหม่อีกด้วย  เพราะเธอรู้สึกเหมือนคนไม่มีตัวตน แม้ว่าระดับความฉลาดของเธออยู่ในระดับนักวิทยาศาสตร์หลายด้าน แต่ไม่มีใครสนใจเธอขนาดนั้น ขณะที่การทำงานร่วมกับไดอาน่า เธอกลับไม่ใช่ฝ่ายได้รับความสนใจจากทุกที่ๆ เดินทางไป

คริสเทน วิก มารับบทบาร์บาราและเดอะ ชีตาห์ วายร้ายจาก DC ที่แฟนๆ ชื่นชอบ ตัวละครนี้สร้างขึ้นโดยผู้สร้างวันเดอร์ วูแมน วิลเลียม โมลตอง มาร์สตัน ที่มาอยู่บนจอยักษ์เป็นครั้งแรก “บาร์บารา ไมเนอร์วาเป็นผู้หญิงที่เราพบเจอทั่วไป แต่เธออยากเป็นอะไรมากกว่านั้นเสมอ อยากมีเพื่อน มีความรัก…” เธอกล่าว “แม้ว่าเธอจะฉลาดมาก แต่กลับไม่รู้สึกอุ่นใจ และไม่ชอบตัวเองสักเท่าไหร่ เธอเลยพยายามมากขึ้น ซึ่งยิ่งเป็นการทำอะไรให้แย่ลง เวลาที่เธอเห็นไดอาน่าและทุกสิ่งที่เธอมี ทั้งความสวย ความทันสมัย ความมั่นใจ และความแกร่ง เธออยากมีแบบนั้นบ้าง เธออยากเป็นแบบนั้นบ้าง”

ครั้งแรกเหมือนถนนที่ขนานกัน วิกยืนยันว่า “ฉันคิดว่าไดอาน่าเห็นบางอย่างในตัวบาร์บาราที่เธอขาดหายไปในชีวิต บาร์บาราเป็นคนใจกว้าง อยากเป็นส่วนหนึ่งในสังคม เพราะไดอาน่าเองก็มีความอ้างว้างมากเหมือนกัน ฉันคิดว่าพวกเธอเข้าใจกันได้เป็นอย่างดีค่ะ”

วิกและกาโดต์เข้ากันได้ดีโดยทันที “เราเข้ากันได้ดีมากค่ะ มากจนทีมงานพากันตกใจ” วิกกล่าว “เพราะเราทั้งร้องเพลงและหัวเราะกันตลอดเวลา เรามีอารมณ์ขันคล้ายกัน และรู้สึกว่าเข้ากันได้ทันทีเลยค่ะ กัลเป็นทั้งผู้ร่วมฉากและเพื่อนที่ดี ฉันรักการทำงานร่วมกับเธอมากค่ะ”

กาโดต์เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เธอเล่าว่า “ฉันรักคริสเทน วิก! เธอเป็นนักแสดง ดารา นักแสดงตลกที่มีความสามารถมาก เธอสร้างสีสันและความซับซ้อนให้บาร์บาราและชีตาห์ได้มากค่ะ ความน่าทึ่งที่สุดจากการร่วมงานกับเธอคือการปรับเปลี่ยนความสามารถของเธอ นาทีนึงเธอดูอ่อนแอและขี้อาย จากนั้นพอเธอมาสวมบทชีตาห์ พอมองเข้าไปในตาของเธอก็ไมเจอคริสเทนแล้ว กลายเป็นอีกคนไปเลยค่ะ เธอเก่งมากเลย”

“ฉันเป็นซูเปอร์แฟนผลงานของคริสเทนค่ะ” เจนคินส์กล่าวเสริม “เธอมีความพิเศษสุดๆ ทุกตัวละครเธอจะเข้าถึงอย่างลึกซึ้ง แม้วาผลลัพธ์ที่ได้จะน่าตลกก็ตาม ฉันไม่แปลกใจเลยค่ะที่รู้มาว่าเธอเริ่มต้นจากการเป็นนักแสดง ไม่ใช่นักแสดงตลก เพราะฉันเห็นมาตลอดว่าเธอมีจุดเด่นในตัวขนาดไหน”

ต้องขอบคุณในสิ่งประดิษฐ์ลึกลับที่เธอขอให้ใช้ระบุ กรงเล็บของบาร์บาราเริ่มออกมาเมื่อเธอค่อยๆ เปลี่ยนจากเพื่อนหน้าใหม่สู่ศัตรูตัวร้าย บาร์บารามีความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนจากภายในไม่ต่างจากข้างนอก เมื่อเธอมีความขี้หงุดหงิดมากขึ้น ความโกรธที่อัดแน่นมานานหลายปี และความแค้นที่อยู่ภายในทำให้เธอว่องไวและแข็งแรงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เหมือนเธอพัฒนาจากการเป็นเหยื่อสู่ผู้อยู่รอดและผู้ล่าในที่สุด

วิกเล่าว่า “การเปลี่ยนแปลงของบาร์บาราเกิดขึ้นทั้งในความรู้สึกและร่างกาย จากที่เธอดูเชยมาก เธอเริ่มสวมเสื้อผ้าที่ดูพอดีตัวมากขึ้น ทรงผมของเธอค่อยๆ เปลี่ยนไป มีการแต่งหน้า พอเธอเห็นว่าทุกคนกำลังจับตาดูเธอ เธอรู้สึกมีความสุขมาก ความมั่นใจของเธอเปลี่ยนแปลงไปและเธอเริ่มกลายเป็นคนที่เธอคิดว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุขได้”

เมื่อเธอค้นพบตัวเอง บาร์บารายิ่งได้ความมั่นใจมากขึ้นจากผู้ที่สนับสนุนพิพิธภัณฑ์รายใหม่ จากความสนใจเรื่องอัญมณีที่หาได้ยาก…

ทุกสิ่งที่คุณต้องการ ทุกสิ่งที่คุณฝันเอาไว้ คุณจะได้รับมัน” ~แม็กซ์เวลล์ ลอร์ด

อีกคนหนึ่งที่จะกลายเป็นศัตรูคนสำคัญของไดอาน่าคือแม็กเวลล์ ลอร์ด ตัวละครในการ์ตูนของคีธ กิฟเฟน, เจ.เอ็ม. เดอแมททีส และ เควิน แม็คไกวร์ ในเรื่องนี้ลอร์เป็นเจ้าของ Black Gold International แต่เหมือนพนักงานขายน้ำมันที่สวมเสื้อผ้าขนแกะราคราแพงมากกว่า เขามีคำมั่นที่ไม่อาจต้านทานได้ว่า “คุณจะได้ทุกอย่างมาครอบครอง” แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง และมีความต้องการไม่รู้จบ

เปโดร ปาสคัลมารับบทพ่อค้าที่คนยุค 1980 จะรู้สึกคุ้นเคยดี “แม็กซ์เหมือนกอร์ดอน เก็คโคมาก แค่ไม่มีความเนี๊ยบ ผมบอกได้แบบนั้น ตอนที่แพทตี้กับผมคุยถึงเรื่องนี้ เราคิดว่านั่นคือลุคที่ใช่ที่สุด เว้นแค่เขาไม่เท่ และผมคิดว่าดูดีกว่าเยอะเลยสำหรับผม!” เขาหัวเราะ

เป็นครั้งแรกที่ลอร์ดปรากฏตัวในหนัง ปาสคัลกล่าว “แม้ว่าจะดูน่าตลกที่เขาขายความฝันของชาวอเมริกันเรื่องความร่ำรวย ด้วยการโน้มน้าวในเราเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนกับเขาในธุรกิจน้ำมัน ปัญหาคือเขายังขุดหามันอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าเขายังไม่เปิดเผยเรื่องนี้ในที่สาธารณะ”

ต่างจากจอมวางแผนในอดีตอย่างพอนซีชื่อดัง ปาสคัลได้พูดถึงลอร์ดว่า “เขาไม่ได้ตั้งใจจะมีลูกเล่นอะไร แค่เขายังไม่เจอน้ำมันในแหล่งที่เขามองหา  ตอนนี้เขากลายเป็นคนสิ้นหวังแล้ว

“ความน่าสนใจในตัวแม็กซ์” เขาเล่าต่อว่า “คือเขาเป็นคนที่ดูเข้าใจง่ายว่าเขาหย่าร้าง มีลูกคนหนึ่ง เขาไม่อยากให้ลูกมองว่าตัวเองขี้แพ้ เขาเชื่อว่าความสำเร็จคือการมีอำนาจ ร่ำรวย และให้ลูกได้ทุกอย่างในสิ่งที่เขาใฝ่ฝันอยากจะมี มันเป็นไลฟ์สไตล์ที่ต้องทุ่มทุนมาก แต่ก็มีบางอย่างที่พวกเราจะเข้าใจเขาได้นะครับ เขาจะทุ่มความสำคัญให้ตัวเอง โลก และลูกชายของเขาได้ไกลแค่ไหน เมื่อเขาต้องกลายเป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดีในร่างของตัวร้ายฝั่งดีซี”

แม้จะเป็นหนึ่งในวายร้ายที่สุดแต่ก็อาจจะมีเหตุผลดีๆ ซ่อนอยู่ในเรื่องของร่างกาย ปาสคัลกล่าวว่า “สิ่งที่ผมรักที่สุดเกี่ยวกับแม็กซ์ ลอร์ดคือเขาไม่ใช่นักสู้ เสื้อของเขาไม่หลุดลุ่ยเลย เขาไม่เคยมีท่าทีอะไรแบบนั้น ผมกินอะไรก็ได้ที่ผมอยากกิน และมีความสุขกับมันเสมอ เพราะตัวละครของผมไม่ต้องรูปร่างดีและมีทักษะการต่อสู้อะไร”

ไม่ใช่ว่าแม็กซ์ไม่เคยระเบิดอารมณ์ในเรื่อง เขาทำแล้ว มีตอนหนึ่งในหนังที่ปาสคัลจำได้ว่า “เราอยู่ตรงทางเดินในทำเนียบขาว ผมพยายามเหยียบเท้าคริส ไพน์ ส่วนอีกห้องหนึ่งก็มีคริสเทน วิกกำลังเหวี่ยงกัลป์ กาโดไปที่เสาจนแตกเป็นเสี่ยง”

ปาสคัลก็มีหลายฉากที่ต้องร่วมแสดงกับทั้งสองสาว โดยเฉพาะกับวิกก “ผมรักมิตรภาพระหว่างแม็กซ์ ลอร์ดและบาร์บารา ไมเนอร์วา แทนที่เขาจะจัดการทุกอย่างเอง หิวกระหายอำนาจ มองทุกอย่างเพียงด้านเดียว แต่กลับน่าสนใจที่ได้เห็นเขาชื่นชอบในตัวเธอ และนี่คือจุดที่พวกเขาได้พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน เหมือนกับคู่หูอาชญากร”

“เราสนุกกว่าที่เควรจะเป็นค่ะ” วิกเล่าต่อว่า “เขาแสดงอย่างเต็มที่และเราก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี การร่วมงานกับเปโดรเป็นเรื่องง่ายมาก เราหัวเราะกันไม่หยุด แต่ขณะเดียวกันเราก็เข้าฉากกันได้อย่างดุเดือด และเขาก็เป็นคนที่น่ามองด้วยค่ะ”

“เปโดร ปาสคัลเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งมาก” เจนคินส์กล่าว “ฉันรักตั้งแต่เริ่มแรกที่เขาต้องเป็นวายร้ายในอีกรูปแบบ เป็นวายร้ายที่ทำเรื่องแย่ๆ แต่มาจากเหตุผลที่เข้าใจได้ ในฉากเขาทำให้ฉันทึ่งไปเลยค่ะ ได้เห็นอะไรหลายอย่างจากการแสดงของเขาที่มีความแตกต่าง ซับซ้อน และน่าประทับใจ”

วันหนึ่งเธอจะได้เป็นทุกอย่างแบบที่ฝันเอาไว้และมากกว่านั้น” ~ฮิพโพไลทา

เฉพาะฉากเปิดตัวของหนัง มีการถ่ายทำฉาก Amazon Games กันที่เทอมีสคีร่า เจนคินส์ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักแสดงหญิงที่เลือกไว้ 242 คน นักแสดงผาดโผน นักกีฬาและนักขี่ม้าจากทั่วโลกเพื่อมารับบทชาวอเมซอน ซึ่งเมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วทุกคนต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างแม่นยำ นอกจากนั้นในหนังยงใช้นักแสดงผาดโผนหญิง 38 คนเข้าฉากการต่อสู้และฉากแอ็คชั่นที่ได้รับการออกแบบท่าทางผ่านผู้ควบคุมการแสดงผาดโผน ร็อบ อินช์ และทีมงานของเขา

ฉากของเกมส์มีนักแสดงโรบิน ไรท์ และ คอนนี่ นีลสัน กลับมารับบทแอนทิโอเป้และฮิพโพไทลาตามลำดบ รวมถึงลิลลี่ แอสเพล ที่กลับมารับบทไดอาน่าตอนเป็นเด็กด้วย  แอสเพลเป็นนักแข่งผู้ชำนาญที่ขี่ม้าเก่ง ซึ่งเวลาต้องตัดสินใจเรื่องความปลอดภัยหรือมีการใช้อุปกรณ์สเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ เธอสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความปลอดภัยเลย สำหรับฉากการแข่งขันอื่น แอสเพลได้ผ่านการฝึกการแสดงบนลวดสลิง และมีการฝึกการว่ายน้ำและการวิ่งทางไกลของเธออย่างเหมาะสม แม้ว่าอินช์จะเล่าว่าตอนแรกเธอไม่กลัวอะไรเลยเมื่อต้องอยู่บนหลังม้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป 20 นาที ความท้าทายใหม่ๆ ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกชื่นชอบขึ้นมา

จากเจ้าหญิงแห่งอเมซอนผู้ไร้เดียงสาและเด็ดเดี่ยวสู่นักรบชื่อดัง เจนคินส์เล่าว่า “ฉันสงสารตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ค่ะ  ในแง่ของสิ่งที่พวกเขาไขว่คว้า เพราะมันมาจากความรู้สึกที่ขาดหายไปในชีวิตพวกเขา ซึ่งฉันคิดว่าพวกเราเข้าใจมันได้ดี ฉะนั้นซูเปอร์ฮีโร่ของเราจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องศีลธรรมที่อยู่ในเรื่อง และฉันรักความท้าทายของทั้งวันเดอร์วูแมนและการได้เห็นกัล วันเดอร์วูแมนของเราอยู๋ท่ามกลางนักแสดงคนอื่นอย่างคริส เปโดร คริสเทน… นักแสดงทุกคนที่เรามีถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างสมจริงมากค่ะ เราสัมผัสได้และเข้าใจเหตุผลของทุกคนในเรื่องเวลาที่เราเห็นตัวเราอยู่ในนั้น แม้ว่าเราจะดูพวกเขาทำอะไรที่มีแค่ในหนังอย่างการใช้บ่วงสายฟ้าก็ตาม!”

กลับไปหาอนาคต: โลกใหม่ (ใบเดิม)

เวลาของเธอจะมาถึง ไดอาน่า ทุกอย่างจะแตกต่างไป” ~แอนทิโอเป้

สำหรับการสร้างบรรยากาศที่สดใสและสมจริงแบบยุค 1980 พร้อมความรู้สึกแบบที่หนังต้องการ ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องขอความช่วยเหลือจากทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ที่พวกเขาไว้ใจอีกครั้ง นำทีมโดยผู้กำกับภาพ แมทธิว เจนเซน ผู้ออกแบบฉาก อาไลน์ โบเน็ตโต ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลินดี้ เฮมมิง และผู้ลำดับภาพ ริชาร์ด เพียร์สัน

โบเน็ตโตเล่าถึงตอนนั้นว่า “ช่วงยุค 80 ผมอายุ 20 กว่า ผมเลยจำพวกดนตรี สีสัน และความพังค์ได้ ช่วงยุค 80 มีความเป็นแนวพังค์มาก มันก็สนุกดีครับ เพราะแพทตี้เอารูปของเธอตอนนั้นมาให้ดู และลุคของพวกเราก็ขาดๆ เกินๆ กัน”

สิ่งสำคัญสำหรับเจนคินส์และโบเน็ตโตคือต้องไม่ให้การออกแบบดูเป็นการตั้งใจเลียนแบบยุคนั้น แม้ว่าเธอจะมีความทรงจำที่ชัดเจน แต่โบเน็ตโตและทีมงานของเธอต้องรวบรวมภาพจำนวนมากมาอ้างอิงแรงบันดาลใจ “เราเจอรูปที่น่าสนใจเยอะมาก” โบเน็ตโตกล่าว “พวกเขารวบรวมข้อมูลไม่ใช่แค่สำหรับฉากต่างๆ แต่สำหรับเสื้อผ้าและรายละเอียดอื่นๆ เช่น ผู้คนกำลังทำอะไร กินยังไง นั่งแบบไหน คุยโทรศัพท์กันยังไง เราต้องมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เรามีตัวละครและการแสดงในบท แต่เราก็ต้องบอกเล่าเรื่องราวที่อยู่รอบตัวพวกเขาในแบบที่ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความสมจริงด้วย”

ซึ่งไม่มีที่ไหนเห็นได้ชัดเจนมากกว่าในฉากของห้าง สำหรับสถานที่ในฉากปล้นร้านเพชร กองถ่ายได้เช่าห้างกึ่งร้าง  Landmark Mall ในอเล็กซานเพรีย รัฐเวอร์จิเนีย ที่นี่สร้างขึ้นเมื่อปี 1965 เปิดให้บริการจนกระทั่งถึงปี 2017 ผู้ออกแบบและทีมงานต้องปรับเปลี่ยนทุกอย่างตั้งแต่ลักษณะของไฟไปจนถึงสัญลักษณ์ทางเดินในห้าง

“ตอนเราสำรวจสถานที่ Landmark Mall” โรเวนเล่าให้ฟังว่า “เราตื่นเต้นที่พบห้างร้างที่ยังใช้งานได้ บันไดเลื่อน ลิฟต์ ห้องน้ำ ท่อประปา ทุกอย่างยังใช้งานได้ เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับสิ่งนั้น”

แต่การดึงธีมต่างๆ ในเรื่องออกมาก็มีสิ่งที่เราต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน โรเวนกล่าวต่อว่า “หลังจากได้คุยกับทีมออกแบบ เราพบว่าความโชคดีแบบนี้ก็มีความโชคร้ายซ่อนอยู่ เพราะฉากแอ็คชั่นต้องใช้ความสูงของสถานที่มากกว่า 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีร้านค้าต่างๆ ที่เราจัดเอาไว้ มีชื่อของหลายยี่ห้อที่อาจไม่มีแล้วในวันนี้ ถือว่าเป็นงานใหญ่กว่าที่ใครเคยคาดคิดเอาไว้ แต่อาไลน์ได้เลือกไปใช้พื้นที่ของสวนสาธารณะ”

ในที่สุดทีมออกแบบฉากได้จัดร้านค้าทั้ง 65 ร้านพร้อมด้วยข้าวของอุปกรณ์ต่างๆ แนวพีเรียดเข้าไป “โดยเฉพาะตรงจุดจ่ายเงินและโนตบุคของคนขายบนเคาน์เตอร์” โบเน็ตโตกล่าว “ทุกร้านที่เราเห็นล้วนตกแต่งจัดเต็มในสภาพที่สมบูรณ์”

ฉากในห้างกลายเป็นฉากที่ผู้ออกแบบชื่นชอบเป็นการส่วนตัว “เวลานักแสดงและทีมงานของเราอยู่ในห้างที่เราปรับโฉมขึ้นมาใหม่ ทุกคนพากันพูดถึงแต่เรื่องฉาก” โบเน็ตโตกล่าว “บางคนนึกถึงของเล่นได้ บางคนก็นึกถึงโทรศัพท์หรือพวกเสื้อผ้าได้ ทุกคนล้วนหาสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของตัวเอง มันสนุกดีครับที่เอาของพวกนั้นกลับมาหาทุกคนได้”

แม้ว่าจะกินขาดเรื่องความงดงาม แต่ฉากของห้างก็สร้างความท้าทายให้กับฝ่ายการแสดงผาดโผน เพราะต้องวางแผนให้วันเดอร์วูแมนพุ่งชนผ่านห้องโถงใหญ่ ลอยลงมาช่วยเด็กผู้หญิง จากนั้นเหวี่ยงตัวอยู่ด้านล่างสะพาน โดยทั่วไปแล้วอินช์เล่าให้ฟังว่า “การแสดงอะไรแบบนั้นเราจะต้องอาศัยเวทีขนาดใหญ่พร้อมกับเหล็กขนาดยักษ์สำหรับแขวนลวดสลิง แต่ในห้างสรรพสินค้าเรามีเพียงห้องที่มีบันไดเลื่อน ไม่มีอะไรให้แขวนลวดสลิงได้เลย พวกเราเลยต้องสร้างมันขึ้นมา” ขั้นตอนการแขวนลวดสลิงสำหรับฉากสำคัญต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์และอาศัยทีมงานที่แข็งแรง 15 คน “ฉันคิดว่ามันมีขนาดราว 6 กิโลเมตร [3.7 ไมล์] จากตรงนั้นมาถึงจุดที่จะซ่อนมันได้ แน่นอนค่ะว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่เลย”

การถ่ายทำสถานที่ใกล้เคียงกับวอชิงตัน ดีซีคืออีกองค์ประกอบสำคัญ โจนส์เล่าวา “ดีซีเป็นอีกสถานที่น่าสนใจในการถ่ายทำ แต่มีฝ่ายบริหารแยกกันซึ่งเราต้องรับมือว่าแต่ละตึก ทางเดิน สวนสาธารณะ ถนนขึ้นกับที่ไหน แต่ฝ่ายจัดการด้านสถานที่ของเราจัดการได้อย่างวิเศษมาก”

สำหรับการทำงานที่ซับซ้อนน่าจะยกตัวอย่างได้ดีในการถ่ายทำที่ National Air and Space Museum สถานที่ต่างๆ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับ U.S. Park Police เฉพาะพื้นที่ด้านนอกสำหรับฉากที่ไดอาน่าและสตีฟเดินไปยัง National Mall ขอบเขตอำนาจเป็นของกรมตำรวจนครบาล แต่เมื่อพวกเขาได้สัมผัสหญ้าของ National Mall ก็กลายเป็นขอบเขตของ National Parks Service แล้ว ด้วยพื้นที่นั้นมีพื้นที่ประมาณ 40 ฟีต ทำให้มีพื้นที่ 3 ส่วนทับกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

ผู้สร้างฯ ไว้วางใจ Washington Film Office ที่เข้ามาช่วยจัดการความยุ่งยากระหว่างตัวแทนต่างๆ และการขออนุญาตในการถ่ายทำที่ Lincoln Memorial, Smithsonian, Federal Triangle, Hirshhorn Museum ในจอร์จทาวน์ สถานทูตต่างประเทศ สถานีรถไฟใต้ดิน และ McPherson Square หรือใกล้ที่แห่งนั้น เพื่อใช้จำลองเป็น Dupont Circle รวมถึงการปิดบางส่วนของ Pennsylvania Avenue เป็นเวลา 2 วัน

เมื่อการถ่ายทำที่เวอร์จิเนียและดีซีเสร็จสิ้นลง นักแสดงและทีมงานได้เดินทางไปที่ Warner Bros. Studios และ  Leavesden ในประเทศอังกฤษเพื่อถ่ายทำในโรงถ่าย  ทีมงานได้สร้างบรรยากาศภายในของห้องทำงานในทำเนียบขาวและพิพิธภัณฑ์ Smithsonian ขึ้นมาใหม่ และมีการใช้สถานที่อีกหลายแห่งในประเทศอังกฤษ เช่น Legal and General House ในเซอร์รีย์; Boston Manor Park ในเบรนต์ฟอร์ด Imperial War Museum ในดักซ์ฟอร์ด Bovington Airfield, Heydon Grange Golf & Country Club, Berry Farm และ RAF Marsworth ทั้งหมดอยู่ที่เฮิร์ตฟอร์ดไชร์ และ RAF Halton ในลอนดอน  Buckinghamshire, Royal College of Physicians, City Place House, Aldermanbury Square, Hyde Park, Adelphi Terrace, Torrington Square และ  Schwartz Wharf

กองถ่ายต้องเดินทางไปยังประเทศสเปนเพื่อถ่ายทอดหลายฉากในไคโรและพระราชวัง Emir Said Bin Abydos’s รวมถึงฉาก Amazon Games สุดยิ่งใหญ่ในธีมิสไคร่าบ้านเกิดของไดอาน่า แม้ว่าในเรื่อง “Wonder Woman” จะใช้ชายฝั่งของอมัลฟีแทนธีมิสไคร่า ทางตอนใต้ของสเปนก็มีความเหมาะสมในการจัดฉากให้เป็นดินแดนของชาวอียิปต์ พร้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบแขกมัวร์ รวมถึงเกาะ Canary Islands ที่อยู่นอกชายฝั่งโมรอคโค ในการถ่ายทำต้องแยกกันระหว่าง 2 เกาะใหญ่ Tenerife และ Fuerteventura และที่ Alcazaba แห่งอัลมีเรียทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน

ที่นั่นมีการสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 10 โดยพระเจ้ากาหลิบแห่งกอร์โดบา  อับด์ อัล-ราห์มันที่ 3 Alcazaba มีขนาดเล็กและแบ่งแยก medina ซึ่งเป็นเมืองที่มีความซับซ้อนรวมถึงเป็นถิ่นพำนักของกษัตริย์และพื้นที่ส่วนตัว เป็นที่พักทหาร สุเหร่า ที่อาบน้ำ ห้องเก็บของ พื้นที่สาธารณะและที่ทำงานของรัฐบาล ในเรื่องนี้ต้องใช้สถานที่อันกว้างใหญ่ของ Emir และจัดฉากให้เห็นเมือง “เคโร” และภาพโดยรวมของเมือง Calle Cruces Bajas ที่อยู่ใกล้กันใช้จำลองเป็นถนนหนทางในเมืองอียิปต์

เกาะ Tenerife เต็มไปด้วยเส้นทางแบบเทือกเขา ซึ่งเป็นเส้นทางการแข่งขันของไดอาน่าและชาวอเมซอน การถ่ายทำส่วนใหญ่เป็นที่ Valle Olvido (หรือรู้จักกันในชื่อ “หุบเขาแห่งความตาย”) บนถนนจะมีทางรถวิ่งเลนเดียวไปจนุดทาง ทีมงาน 150-200 ต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่จริง รวมถึงม้าอีกหลายตัวที่จะใช้ในการแข่งขัน ความท้าทายเพิ่มมากขึ้นด้วยกล้องไอแมกซ์  65 มม. ที่มีความหนักและเราต้องใช้ถ่ายทำฉากอันน่าทึ่งเหล่านั้น “ภาพช่วงแรกของเรื่องถ่ายทำด้วยกล้องไอแมกซ์ทั้งหมด” โรเวนกล่าว “และยังมีอีกฉากที่ใช้กล้องไอแมกซ์ด้วย แต่ผมจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์ผู้ชมดีกว่า” เขากล่าวหยอกล้อ

ในส่วนของสเตเดียม Amazon Games ที่เหล่าอเมซอนจะคอยเชียร์ผู้เข้าแข่งขันมีการถ่ายทำกันใกล้กับ Fuerteventura ความซับซ้อนของเกมส์เป็นอีกส่วนที่เหมาะสำหรับการถ่ายทำที่นี่ เพราะการต่อสู้จะเกิดขึ้นที่นอกชายฝั่งของไคโร ผู้สร้างฯ เรียกว่ามันเป็นถนนสู่ฉากเปิดตัว และก็เป็นตัวอย่างความต้องการถ่ายทำจริงของเจนคินส์ ผู้สร้างฯ รู้สึกขอบคุณในเกาะของ Fuerteventura ที่ยอมให้กองถ่ายปิดถนนสายใหญ่เป็นเวลาหลายสัปดาห์ สำหรับการวางแผน ซักซ้อม และถ่ายทำกัน

ในความเป็นจริงแล้วความซับซ้อนของการถ่ายทำอยู่ที่การเดินทางกลับไปยังอังกฤษด้วยเวลาที่ยาวนาน ทำให้เวลายืดยาวไปอีก 2 เดือนก่อนที่จะมีการส่งข้าวของทุกอย่างมาที่ Fuerteventura เพื่อทำการทดสอบและฝึกซ้อมกันที่นั่น ในฉากต้องมียานพาหนะที่พลิกคว่ำ เพื่อให้วันเดอร์วูแมนวิ่งข้างกับรถที่วิ่งด้วยความเร็ว จากนั้นเธอจะใช้บ่วงเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปยังท้องฟ้า “ฉันต้องถ่ายฉากขับรถไล่ล่าเยอะมากค่ะ” อินช์กล่าว “แต่มีไม่กี่ฉากหรอกที่มีคนจริงๆ วิ่งอยู่ข้างรถ เรามีกัลป์วิ่งบนลู่วิ่งที่ผูกติดไว้กับรถบรรทุก”  

ฉากรถพลิกคว่ำสำเร็จได้ด้วยผู้ควบคุมสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ มาร์ค โฮลท์ และทีมงานของเขาอีกราว 50 คน “ฉากเปิดถนนเหมือนกับหนังในตัวมันเองเลยครับ” โฮลท์กล่าว “มันต้องอาศัยความร่วมมือ เราต้องวางแผนกันทุกฉาก รวมถึงอะไรอีกหลายอย่างในเรื่องนี้ เราอยากทำบางอย่างที่เราไม่เคยทำมาก่อน เพื่อสร้างภาพที่น่าตื่นตาให้ผู้ชมมากขึ้น เราพยายามทำให้รถบรรทุกพลิก 360 องศา ระหว่างที่มันเคลื่อนที่มีการพลิก 180 องศา จากนั้นก็มีการพลิกต่ออีก และกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมได้อีกครั้ง เราต้องเตรียมการกันนานถึง 6 เดือนสำหรับฉากรถพลิก 360 องศานั้น มันไม่เคยมีมาก่อน แต่เราวางแผนทำได้”

ขณะที่ฉากเปิดตัวถนนนั้นเป็นฉากที่ยากที่สุดแล้ว ฉากที่ขึ้นชื่อและได้รับความคาดหวังมากที่สุดสำหรับนักแสดงและทีมงาน คือฉากการต่อสู้ระหว่างวันเดอร์วูแมนและเดอะ ชีตาห์ “แพทตี้บอกชัดเจนวาเธออยากให้มีการต่อสู้กลางอากาศที่ดูเหมือนกายกรรม” โฮลท์กล่าว เพื่อไม่เป็นการเล่าอะไรมากเกินไป เขาอธิบายว่า “วันเดอร์วูแมนจะลอยตัวเข้ามา ต่อสู้กับเหล่าผู้คุ้มกันและพุ่งไปที่เดอะ ชีตาห์ เราเริ่มจากการต่อสู้บนพื้นดินแล้วไปจบที่กลางอากาศ แน่นอนว่ามีฉากใต้น้ำด้วย”

เจนคินส์เองก็ “เน้นย้ำการต่อสู้ระหว่างกัลป์กับฉันมากค่ะ” คริสเทน วิกกล่าว “เธอไม่อยากให้สงคนมาต่อยกันธรรมดา กอย่างต้องออกมาจากตัวละคร และเวลาฉันดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ ส่วนที่ฉันชอบที่สุดคือตอนที่พวกเขาพบพลังและความแข็งแกร่งของตัวเอง ซึ่งการได้ทำอะไรแบบนั้นทำให้ฉันตื่นเต้นมากค่ะ”

วิกต้องฝึกซ้อมอย่างหนักกับเทรนเนอร์ของเธอ เจนนี่ พาซีย์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำไปจนถึงช่วงเวลาราว 8 เดือน “สำหรับการสวมบทเดอะ ชีตาห์” วิกเล่าต่อว่า “เราต้องช่วยกันสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกเสือป่า การขยับไหล่ การกางกรงเล็บ การม้วนหลัง และอะไรอีกหลายอย่าง ฉันไม่อยากดูบึกบึนจนเกินไป เพราะชีตาห์ลำตัวยาวและลีนมาก ส่วนเจนนี่ก็น่าทึ่งมากค่ะ เธอร่วมงานกับทีมนักแสดงผาดโผนอย่างใกล้ชิดเพื่อดูการเคลื่อนไหวของฉัน และพัฒนาท่าทางในแบบที่ฉันต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนเลย”

แม้ว่าการทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจนคินส์จะช่วยถ่ายทอดภาพต่างๆ ที่เห็นในหนัง แต่ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลินดี้ เฮมมิง ผู้เคยร่วมงานในเรื่อง  “Wonder Woman” ก็คุ้นเคยกับชุดฮีโร่ของตัวละครดี สำหรับการสร้างความสมบูรณ์ให้เหมือนยุคนั้น ผู้กำกับฯ ขอให้เธอช่วยสร้างสีสันให้เสื้อผ้าของวันเดอร์วูแมนขึ้นมาอีกหน่อย “แพทตี้ตัดสินใจว่าเธออยากให้ชุดวันเดอร์วูแมนมีสีแดง น้ำเงิน และสีทองเหมือนต้นฉบับมากขึ้น ดูเหมือนเครื่องประดับมากขึ้นเพื่อสะท้อนยุคที่เราอยู่” เฮมมิงกล่าว “ชุดใหม่ของวันเดอร์วูแมนเลยค่อนข้างรัดรูปและมีสีสันกว่าชุดเดิม”

ขณะที่ในหนังคงความต่อเนื่องจากภาคแรกด้วยการเอาเกราะเดิมของผู้นำชาวอเมซอน ราชินีฮิพโพไลทาและแม่ทัพแอนทิโอเป้กลับมาใช้ ผู้เข้าร่วมงานและผู้แข่งขันใน Amazon Games ก็มีชุดใหม่ด้วยเช่นกัน เฮมมิงเล่าว่า “เราต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดูรื่นเริงด้วยสีขาวและทองที่เข้ากับธีมงาน โดยมีชุดสีขาวทั้ง 7 แบบและชุดหนังสีทองอีก 10 แบบที่ต่างกัน ทำให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่ต่างกันไปได้เยอะมาก

“สำหรับเหล่านักกีฬา” เธอเล่าต่อว่า “เราต้องจัดชุดเดียวที่ดูเหมาะต่อการขี่ม้า ปีนป่ายข้ามหุบเขา และว่ายน้ำกลางท้องทะเล ไอเดียที่เรามีคือเนื้อผ้าไลครา เราได้ผลิตชุดรัดรูปแบบสวมคลุมทั้งตัวขึ้นมา โดยจะมีสีทองบนตัวพวกเขาที่ดูเข้ากับธีมของการแข่งขัน พวกเขาดูดีมาก แข็งแกร่งมาก ไม่ดูฟิตจนเกินไป และดูไม่เปราะบางจนเกินไป”

ระหว่างที่โบเน็ตโตต้องดูแลเรื่องความสมจริงของยุคสมัย เฮมมิงเองก็ต้องใส่ใจเรื่องราวละเอียดต่างๆ ของยุค 1980 ด้วย รวมถึงพวกรายละเอียดต่างๆ ที่ผ่านมานับหลายสิบปีก่อน พวกเสื้อผ้าแนวพังค์ร็อคและแนวตะวันตก เธอเล่าว่า “ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังสวมเสื้อผ้าแบบปลายยุค 70 บางคนก็แต่งแบบยุค 50 มีเสื้อผ้าแนวพังค์ด้วย เราเห็น Stetsons และรองเท้าบูทแบบคาวบอย และมีดขนาดใหญ่ของคนที่เดินทางมาจากเวอร์จิเนียที่มาซื้อของในห้าง มีกางเกงปรินท์ Memphis และเสื้อแบบฮษวาย มีชุดออกกำลังกายรัดรูปแบบเจน ฟอนด้า มีกางเกง ที่รัดข้อมือ และสายรัดศีรษะ รวมถึงแจ็คเก็ตแบบมีซิปี่ผูกตรงสะโพกแล้วแขนหอยลง ส่วนสาวๆ ในยุค 80 ฉันรักพวกชุดหนังค่ะ โดยเฉพาะชุดที่มีไหล่หนาๆ และมีลายหนังต่างกันไป ซึ่งจะมีชุดที่มีการตกแต่งบนแจ็คเก็ตหนังสีชมพูและสวมกับกระโปรงรัดรูป ในการผลิตเสื้อผ้าที่มีการผสมผสานกันยุคนั้น ทำให้เราต้องผลิตเสื้อผ้าออกมาหลายแบบมาก”

และเมื่อไดอาน่าได้เข้าร่วมงาน Smithsonian เฮมมิงจึงใส่ความเป็นยุค 80 ได้อย่างเต็มตัว “ในงานนั้นเราจะเห็นเสื้อผ้าเมทัลลิคมากขึ้น เพราะตอนนั้นเป็นที่นิยมมาก ในร้านขายของมือ 2 เราเจอชุดเมทัลลิคเท่ๆ เยอะมาก มีประดับจีบและโบว์บนชุด เราเลยต้องผสมผสานชุดแบบนั้นของวัยรุ่นกับผู้ใหญ่เข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นชุดที่มีสไตล์แบบ “ชนชั้นสูง” ที่สะท้อนให้เห็นได้บนไหล่และการตกแต่ง เราดูรูปถ่ายในงานปาร์ตี้ของแนนซี่และโรนัลด์ รีแกนที่ทำเนียบขาว ในงานมีแต่บรรดาเศรษฐี ซึ่งไม่ได้จำเป็นว่าพวกเขาต้องดูมีรสนิยม แต่ทุกคนดูพยายามสะท้อนความเป็นยุค 80 แนวใหม่”

กาโดต์เลาว่า “มันสนุกดีค่ะที่ได้ร่วมมือกับลินดี้เพื่อหาลุคที่เหมาะกับไดอาน่าช่วงยุค 80 เพราะเราอยากให้ดูเป็นชุดที่มีความโดดเด่น เธอยังคงเก็บตัวมาก ฉะนั้นเธอจะไม่สวมชุดสีชมพู ส้ม เหลือง เขียว หรือแดง เราอยากให้เธอดูขรึมและสง่างาม ไม่ดูสะดุดตาใดๆ จนฉันมาตกหลุมรักชุดสีฟ้าที่เธอสวมไปร่วมงานที่ Smithsonian และชุด 3 ชิ้นที่เธอสวม ฉันชอบแม้กระทั่งชุดจั๊มพ์สูทนั้น มันดูสบายมากเลยค่ะ!”

“มีบางอย่างที่เราร่วมมือกับลินดี้อย่างหนัก เธอเป็นดีไซน์เนอร์ที่เก่งมาก ไม่ได้สนใจแค่เรื่องความสนุกและสีสันในแบบยุค 80 มีหลายอย่างที่จะเห็นได้จากคริสเทนในบทบาร์บารา เพราะเธอได้ใส่ความสง่าและงดงามอย่างที่เรามีตอนนั้นลงไปด้วย” เจนคินส์ออกความเห็นว่า “ไดอาน่าเป็นคนที่มีรสนิยมดีไร้ที่ติ และกัลก็ดูน่าประทับในมากในชุดที่ลินดี้จับคู่มาให้ ฉันรักทุกอย่างเลยค่ะ มันทำให้ฉันย้อนกลับไปหาช่วงเวลานั้นได้เลย”

เฮมมิงยังจัดอีกหลายชุดให้บาร์บารา ไมเนอร์วา เพื่อสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวละคร วิกเล่าว่า “ลินดี้เป็นผู้ออกแบบเสื้อผ้าที่เก่งมากคนหนึ่งเท่าที่ฉันเคยร่วมงานด้วยเลยค่ะ เธอกับแพทตี้ร่วมงานกันเป็นทีมได้ดีมาก แพทตี้มีส่วนร่วมในทุกมุมมองของเรื่องเสื้อผ้า ทุกรายละเอียดในชุดของบาร์บาราได้รับการพิจารณามาแล้วอย่างดี เพราะแต่ละลุคคือภาพสะท้อนว่าเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แม้แต่ชุดด้านในของเธอที่เห็นตอนเธอถอดกระโปรงออก และกระโปรงของเธอดูเหมือนเป็นเดรสยาว ซึ่งโดยรวมแล้วเธอดูดีมาก แต่มันเป็นเรื่องความบังเอิญ” ลุคที่วิกชอบเป็นพิเศษหรอคะ? “สไตล์พังค์ ผมยาว โกนด้านข้าง แต่งหน้าโทนสีเข้ม และเสื้อผ้าที่มีรอยฉีกขาด ฉันรักแบบนั้นค่ะ”

ตามปกติแล้วเฮมมิงไม่ได้รับผิดชอบแค่ลุคต่างๆ ของตัวละครนำหญิง เปโดร ปาสคัลผู้มารับบทแม็กซ์เวล ลอร์ดด้เล่าว่าชุดของเขาก็สะท้อนถึงยุคนั้นและความปรารถนาของลอร์ดที่อยากให้ดูเหมือนเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคัง ในหนังได้มีหลายลุคของสตีฟ เทรวอร์ ตัวละครของคริส ไพน์ที่ถูกออกแบบไว้เพื่อเรียกความสนใจจากผู้ชม พร้อมด้วยอีกหลากหลายตัวเลือกสำหรับผู้ชายในยุคนั้น

“เราสนุกกับมันมากคะ แต่สุดท้ายแล้วชุดของเขาไม่เหมือนที่เราคิดให้กับชุดขงไดอาน่า ชุดที่ผู้คนสวมกันตอนนั้นเราจะเอากลับมาสวมใส่ให้ดูดีได้อีกมั้ย?” เจนคินส์ถาม “เราพบกับแจ็คเก็ต Members Only สีดำและกางเกงจับจีบ รองเท้าผ้าใบที่ดูเข้ากับสตีฟ ทุกอย่างจะสะท้อนความเป็นทหารในตัวเขา เขาชอบชุดที่ใช้งานได้ดี สวมใส่สบาย มีกระเป๋า และแน่นอนว่าต้องเป็นรองเท้าที่เขาสวมแล้วสบายที่สุด รวมถึงกระเป๋ารัดสะโพกที่ดูมีความเป็นเขาและทำให้เราได้กลับไปสัมผัสกับยุค 80 ได้อย่างชัดเจน”

“กระเป๋ารัดสะโพกดูน่ารักมาก!” ไพน์หัวเราะ “ลุคของสตีฟที่แพทตี้ต้องการในเรื่องนี้ เชื่อว่าต้องมีการยกย่องในความนิยมของยุคนั้น ต้องมีกางเกงขาพอง มีรอยจีบ มีผ้าพันคอ ลินดี้เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่มีความชำนาญมาก เธอดึงความเท่ในแบบยุค 80 ออกมาได้ในฉากที่แพทตี้อยากย้อนกลับไปหาหนังภาคแรก ตอนที่ไดอาน่ามาสู่โลกมนุษย์ครั้งแรกและพยายามลองสวมชุดเหล่านั้น ระดับความสบายของชุดจะเป็นขนสัตว์ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 น้ำหนัก 40 ปอนด์อย่างที่ฉันเคยสวมในภาคแรก”

นักแสดงได้พบกับเครื่องประดับสำคัญของสตีฟที่เขาซื้อให้ตัวเอง “สุดท้ายพบเจอกับกระเป๋าติดสะโพกของตัวเอง และผมใช้ตลอดเวลาที่ขี่มอไซค์รอบวอชิงตันดีซี” เขากล่าว

ไม่ต่างจากหนังพีเรียดส่วนใหญ่ที่นักแสดงสมทบไม่สามารถสวมใส่เสื้อผ้าของตัวเองได้ และระหว่างฉากต่างๆ ทีมงานของเฮมมิงต้องจัดชุดให้นักแสดงสมทบมากกว่า 600 คน “ทีมช่างตัดเสื้อผ้า พิมพ์ลวดลาย ย้อมสี ดูแลเรื่องเครื่องหนัง ช่างโลหะ และผู้ผลิตเครื่องประดับจำนวนมากต้องมาช่วยกันผลิตเสื้อผ้าในหนังเรื่องนี้เยอะมาก” เธอกล่าว “ยากมากที่จะหาเช่าชุดพวกนี้ได้ เสื้อผ้าทั้งหมดเลยเป็นชุดวินเทจที่ซื้อมาหรือต้องผลิตขึ้นมาเอง”

บรรยากาศนั้นไม่ต่างกับช่างแต่งหน้าและช่างออกแบบทรงผม แจน ซีเวล และสไตล์ลิสของเธอ “เรามีวิกเยอะมาก” เธอกล่าว “เพราะทรงผมของผู้คนตอนนี้ไม่มีอะไรเหมือนยุค 80 เลย” ทุกอย่างได้แรงบันดาลใจจากความโรแมนติกครั้งใหมและวงดนตรีอย่าง Duran Duran “เราได้เดินทางไปกับพวกเขา! เราได้ดัดผม ตัดผม ตกแต่งด้วยเจล ทำผมให้พองฟู มีการเอาสเปรย์ฉีดล็อคทรงผมกลับมาใช้ ทรงผมพวกนั้นจะดูเหมือนสวมวิกเอาไว้เลย และมีการทำผมสีบลอนด์ด้วย เพราะการทำสีผมยุคนั้นเป็นที่นิยมกันมาก”

สำหรับการแต่งหน้า ซีเวลเล่าว่า “โทนสีของเราจะตรงกับยุคนั้นเลยค่ะ ทุกสีจะเป็นโทนเข้ม… มีทั้งสีเขียว สีฟ้า และต้องมีทาสีดวงตาให้โดดเด่นด้วย”

สำหรับฉากการต่อสู้ที่ตื่นเต้นระหวางวันเดอร์วูแมนกับบาร์บารา ไมเนอร์วาที่แปลงร่างเป็นเดอะ ชีตาห์ ทุกอย่างไม่ได้สะท้อนผ่านเสื้อผ้าและท่าทางเพียงอย่างเดียว ครั้งนี้ได้ร่วมงานกับผู้ชำนาญด้านการแต่งหน้าเทียม มาร์ค โคลเลียร์ ทีมงานต้องผลิตใบหน้าเทียมของวิกขึ้นมา จากนั้นโคลเลียร์จะเริ่มสร้างรูปรงของส่วนต่างๆ ขึ้นมา โดยมีการร่วมงานกับเจนคินส์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรึกษาว่าใบหน้าของบาร์บาราจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ผลลัพธ์ที่ได้คือมันเข้ากับใบหน้าของเธอมากตั้งแต่ด้านบนจนสุดทีปลายจมูกของเธอ มีการเพิ่มขนบนใบหน้าและติดแทททูมาที่บริเวณคอ จากนั้นซีเวลและโคลเลียร์ต้องช่วยกันออกแบบวิกในร่างที่เธอกลายเป็นชีตาห์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว

“ความพิเศษเกี่ยวกับคิงีตาห์คือแผงคอที่ดูสง่างาม รวมถึงพวกลายจุดและลวดลายบนตัว” ซีเวลกล่าว “เราลงเอยด้วยการใช้วิกที่หลอมติดเข้ากับแผงขนบนคอสัตว์ที่ปกคลุมบนไหล่ของเธอ พร้อมกับจุดและริ้วลายของชีตาห์ เอ็ฟเฟ็กต์ทุกอย่างดูน่ารักมาก ต้องใช้เวลาในการตกแต่งพวกนี้ราว 3 ชั่วโมง แต่มันก็คุ้มค่ามาก”

แต่สำหรับแฟนๆ จุดเด่นต้องเป็นฉากการต่อสู้ที่แฟนๆ จะได้เห็นเกราะสีแดง ซึ่งเคยเห็นกันครั้งแรกในซีรีส์การ์ตูนตอนฉบับที่ 3 ของมาร์ค เวด และ อเล็กซ์ รอด ความยาว 4 ตอน เรื่อง Kingdom Come ชุดนั้นจะทำให้ผู้ชมได้เห็นความเป็นฮีโร่อีกด้านที่ต่างไปของวันเดอร์วูแมนด้วย ชุดนั้นมีพลังมากอย่างที่ไดอาน่าอธิบายกับสตีฟเอาไว้ในหนัง มันมีเรื่องราวอยางยาวนานและมีความสำคัญในตำนานของอเมซอน “ไอเดียเบื้องหลังเกี่ยวกับเกราะสีทองนั้นคือเกราะวิเศษปกป้องความเป็นอเมซอนเอาไว้อย่างมิดชิดและยากที่จะฝ่าฟันเข้าไปได้” เฮมมิงกล่าว

เจนคินส์เล่าว่า “ฉันคิดว่ามันเหมือนเวลาที่เรารู้สึกว่าต้องแบกโลกทั้งใบที่เรารู้ดีว่าจะต้องเสียมันไป และชีตาห์ก็เป็นศัตรูของเธอ ไดอาน่าต้องพบความจริงข้อนั้นก่อนที่เธอจะพยายามช่วยมวลมนุษย์ด้วยซ้ำ เธอเลยอยากได้อาวุธทุกอย่างมาสร้างความอุ่นใจให้เธอ ช่วยเธอรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้ การก้าวเข้าไปสวมเกาะสีทองคือช่วงเวลาสำคัญของหนังเลยค่ะ”

ในการรับมือกับการผลิตเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์และดูน่าตื่นเต้น เฮมมิงเล่าว่า “แพทตี้กับฉันอยากให้มันมีการสะท้อนแสงได้เต็มที่ด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่เป็นเงาวาว เวลาวันเดอร์วูแมนเคลื่อนไหวก็จะเห็นเงาจากโลหะด้วย มันทำให้ดูมีชีวิตชีวากว่าเดิม และให้ความรู้สึกเปล่งประกายได้อย่างมหัศจรรย์ มันเลยเป็นงานหนักของแม็ตต์ เจนเซน ตากล้องของเราค่ะ” เธอหัวเราะ “แต่เขาก็จัดการกับแสงไฟได้ จนเราไม่เห็นเงาสะท้อนของมัน แค่เห็นเป็นเงาการเคลื่อนไหวลางๆ บนโลหะแค่นั้นค่ะ”

ชุดเกราะมีการออกแบบอิงมาจากภาพในหนังสือการ์ตูน แต่สิ่งที่ดูสวยบนกระดาษอาจต่างออกไปมากเมื่อต้องสร้างขึ้นจริง โดยเฉพาะปีกที่ต้องมีการกางเข้าออกได้เหมือนนก “เกราะต้องดูสมจริง” เฮมมิงยอมรับ “แต่เราจะทำให้เกราะเป็นปีกสมจริงได้อย่างไร? แพทตี้เคยเห็นจากพวกทหารโรมันที่ต้องหมุนโล่เพื่อป้องกัน เธอเลยคิดว่าแทนที่จะให้ปีกกระพือได้ น่าจะให้ปีกร่อนได้ดีกว่า และพอเราอยู่บนพื้นดินปีกนั้นก็กลายเป็นเกราะป้องกันได้ พอเราเห็นภาพนั้นเราก็รู้ว่าจะผสมผสานภาพของปีกที่ดูเหมือนเกราะได้อย่างไร นั่นคือที่มาที่ไปของมันค่ะ”

กาโดต์รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นพัฒนาตัวละครของเธอในเรื่อง เธอรู้สึกชื่นชมเป็นพิเศษในจินตนาการและการออกแบบเกี่ยวกับชุด “ในหนังเรื่องนี้ไดอาน่าเริ่มจากลุคที่ดูเข้มแข็ง แต่มาจากความแข็งแกร่งที่มากขึ้น และชุดนี้ที่มีความสืบเนื่องมาจากภาคแรกคือส่วนสำคัญของจุดนั้น” เธอกล่าว “ครั้งแรกที่ได้เห็นการออกแบบของลินดี้ ฉันรู้สึกทึ่งมากค่ะ จากนั้นพวกเขาได้ผลิตมันออกมาเหมือนงานศิลปะ มันเอาไปตั้งในพิพิธภัณฑ์ได้ด้วยซ้ำ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้สวมชุดนั้นและได้พบกับมุมมองใหม่ในความเป็นไดอาน่า”

หน้าที่ของการสร้างเกราะสีทองตกเป็นของผู้ดูแลด้านเครื่องแต่งกาย แดน เกรซ ที่ต้องร่วมงานกับฝ่ายฉาก ต้องใช้เวลานานนับปีและทีมงานอีกราว 40 คนเพื่อสร้างกรอบความคิดตั้งแต่ต้นจนจบ “มันเป็นความท้าทายสำหรับเราเพราะนั่นเป็นชุดที่มีความซับซ้อนมาก” เกรซกล่าว “แค่ให้กัลป์สามารถสวมชุดได้อย่างพอดี เราก็ต้องอาศัยเทคโนโลยี Formula One มาใช้แล้ว ทุกส่วนขงปีกผลิตมาจากคาร์บอนไฟเบอร์  ทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยใน Leavesden มีการปรินท์และขอกรรมสิทธิ์ ในส่วนของลำตัวจะใช้โพลียูรีเธนเพราะมีน้ำหนักเบา ช่วงลำตัวจะมีชิ้นส่วนประกอบกัน 93 ชิ้น บวกกับ “ขน” ตรงตำแหน่งปีกอีก 264 ชิ้น ส่วนต่างๆ ของปีกจะถูกผลิตออกมาเพื่อท่วงท่าที่ต่างกัน เช่น ตอนยืนปีกจะลู่ลงหรือขยายตอนที่บิน จนในที่สุดเรามีปีกที่ต่างกันถึง 5 แบบ” รวมแล้วเกราะสีทองจึงมี 14 ชุดทั้งของกัลและนักแสดงผาดโผนของเธอ

โดยรวมแล้วแผนกเสื้อผ้าของเฮมมิงต้องผลิตชุดให้นักแสดงสมทบตลอดการถ่ายทำ 2,850 คน ซึ่งมีทีมงานผลิตชุดมากกว่า 100 คน และสร้างความสมบูรณ์แบบของภาพรวมด้วยทีมงานทำผมและแต่งหน้าอีก 48 คนของซีเวล

กาโดต์มักจะตื่นเต้นกับผลงานของทีมงานเสมอ เธอเล่าว่า “ไม่ว่าจะเป็นสีสันของเรื่องหรือสไตล์ตัวละคร นักแสดงสมทบ ดนตรี และอารมณ์ต่างๆ ทุกอย่างมันดูดีไปหมด”

ปล่อยให้ดนตรีบรรเลง

ด้วยคำกล่าวที่อ้างอิงปี 1984 เอาไว้ในชื่อเรื่อง ดนตรีเองก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับเจนคินส์ เพราะเธออยากสะท้อนดนตรีในความทรงจำที่อยู่ในประวัติศาสตร์ “เพราะเราอยากให้การดูหนังมีความรู้สึกเหมือนกำลังดูอยู่ในยุค 80 มันสนุกมากที่ได้เข้าไปสำรวจว่าฉันคิดว่าเพลงแบบไหนที่เจ๋ง มีความเป็นอมตะในความรู้สึกฉัน และมีการสื่อถึงมันได้โดยที่ไม่ต้องย้ำอะไรบ่อยๆ” เธอกล่าว “ฮานส์ ซิมเมอร์เป็นนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เก่งมากคนหนึ่ง และเป็นผู้ร่วมงานที่เหมาะกับหนังเรื่องนี้มาก เพราะไม่ใช่แค่เขาอยู่ในช่วงยุคนั้น แต่เขาอยู่ในยุค Buggles วงดนตรีที่มีมิวสิควีดีโอแรกบน MTV ด้วย เขาคือตำนานตัวจริงทั้งในวันนี้และตอนนั้นคะ เขาแต่งเพลงที่มีความแปลกใหม่ มีความเป็นยุคนั้นจริงๆ แต่ก็สื่อถึงธีมของเราออกมาด้ชัดเจนด้วย มันเหมือนเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสำหรับฉัน และคิดว่าสำหรับฮานส์ด้วยค่ะ ฉันรู้สึกทึ่งกับผลงานที่ได้มากเลย”

“วิธีสื่อสารกันระหว่างแพทตี้กับผม คือเธอจะเอารูปมาให้ดูแล้วผมก็เล่นเพลงโน้ตนั้น” ซิมเมอร์กล่าว “มันสำคัญมากที่ดนตรีจะต้องฝังอยู่ในตัวละครแต่ละตัว และต้องจินตนาการว่าจะถ่ายทอดการเดินทางและการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาอย่างไร โดยที่ไม่บอกใบ้อะไรเกี่ยวกับเรื่องราวมากไป สำหรับเรื่องนี้ภาพที่ออกมามีความน่าทึ่งมาก เรามีการรวมความเป็นยุค 80 เอาไว้อย่างเต็มที่ จากนั้นโฟกันไปที่เรื่องราวที่ใหญ่ขึ้นที่เราอยากถ่ายทอด เรื่องราวที่เป็นอมตะ จากนั้นผมก็จะทำหน้าที่ตัวเองโดยการพาผู้ชมไปสัมผัสประสบการณ์นั้น และเข้าถึงความรู้สึกของพวกเขา”

ซิมเมอร์รู้ว่าจะขยายขอบเขตไปได้ขนาดไหนเมื่อมันกลายเป็นเรื่องของการทดลอง เขาเล่าว่า “ความจริง” คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเขา “นักดนตรีตัวจริงจะเล่นเครื่องดนตรีจริง และมีการรวบรวมเสียงดนตรี ใส่ความรู้สึกแบบมนุษย์ลงไป เช่นเดียวกับวันเดอร์วูแมนที่มีความซื่อสัตย์ จริงใจ และมีคุณธรรม”

ตลอดทั้งเรื่องไดอาน่าเลือกที่จะศรัทธาในตัวมนุษย์ และหาความยุติธรรมอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องคือความจริง ความจริงของเธอ ที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเธอจะเป็นนักรบที่โลกต้องการได้และเป็นฮีโร่ของทุกคนได้

กาโดต์ออกความเห็นว่า “จินตนาการของแพทตี้ในหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น โลกทั้งใบอยู่บนความเสี่ยงและมีเรื่องราว 4 มุม ทั้งวันเดอร์วูแมน, สตีฟ เทรวอร์, ชีตาห์, แม็กซ์ ลอร์ด เรื่องราวทั้งหมดที่เราถ่ายทอดออกไปเป็นมุมที่มีความเป็นส่วนตัว มีความงดงาม และมีความคุ้นเคยกันดี แต่ขณะเดียวกันก็มีความยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นในแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ มีเรื่องราวให้คิดตาม และฉันรักเวลาที่หนังมีอะไรแบบนั้นค่ะ”

“ทุกวันนี้มีซูเปอร์ฮีโร่เยอะแยะมากมาย” แพทตี้ เจนคินส์ ผู้กำกับฯ กล่าว “และพวกเขาก็มีความหมายแตกต่างกันไป ฉันเป็นแฟนคนหนึ่งและก็อยากฉลองให้กับทุกคน แต่เป้าหมายหลักของฮีโร่และฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจดจำไว้ตลอด คือพวกเขาอยู่ในจินตนาการและมาเติมเต็มความปรารถนา พวกเขาคือสิ่งที่เราอยากเป็นหากเป็นได้  ซูเปอร์ฮีโร่คือคำตอบว่าเราจะทำอย่างไรหากเราบินได้ หากแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ และรับมือกับพวกเหล่าร้ายได้ด้วยมือเปล่า? ในฐานะของผู้สร้างฯ เรานำตัวละครที่สร้างความยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกหลงรัก มาพบกับเรื่องราวต่างๆ เพื่อตอบคำถามนั้น ทำให้ผู้ชมของเราสนุกสนานและเข้าใจได้ นั่นคือหน้าที่ของซูเปอร์ฮีโร่ค่ะ สำหรับฉันแล้ววันเดอร์วูแมนคือที่สุดของที่สุดแล้ว เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยค่ะ”

Facebook Comments
Don`t copy text!